แนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคง
แนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ กมช. เสนอ และให้ กมช. และ สกมช. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
2. ให้ สกมช. ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ต่อไป
สาระสำคัญ
1. กมช. โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ศปช. หรือ ThaiCERT) แจ้งว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งใช้ชื่อว่า ALIEN TXTBASE Stealer Logs ได้นำข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ขโมยมาไปเผยแพร่ในกลุ่ม Telegram มีจำนวนมากกว่า 16,520 ไฟล์ (5 เทระไบต์) และได้มีการเพิ่มเติม (Update) ข้อมูลทุกวันซึ่งข้อมูลดังกล่าว ประกอบด้วย (1) ที่อยู่อีเมลเฉพาะบุคคล (2) เว็บไซต์และรหัสผ่านที่เข้าใช้ระบบงานของหน่วยงาน ซึ่งบางข้อมูลเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบ
2. ศปช. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของประเทศไทย (Domain ที่ลงท้ายด้วย .th) โดยพบว่า มีข้อมูลจำนวน 221,947,958 รายการ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัท/องค์กร สถาบันการศึกษา องค์กรไม่แสวงผลกำไร หน่วยงานกองทัพ และอื่น ๆ
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ถูกขโมยมาข้างต้นอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบ และอาจถูกขโมยข้อมูลสำคัญ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานและประชาชน หากผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลซึ่งเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบไปใช้ในการโจมตี
3. กมช. แจ้งว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยหรือรั่วไหลเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้
|
สาเหตุ |
ลักษณะการโจมตี/ผลกระทบที่เกิดขึ้น |
|
การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing) |
ผู้ไม่หวังดีส่งอีเมล/เว็บไซต์ปลอม หลอกให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่านเอง |
|
มัลแวร์/Keylogger |
มีการติดตั้งโปรแกรมแอบแฝงในเครื่องของผู้ใช้ แล้วดักจับข้อมูลการพิมพ์ เช่น รหัสผ่าน เป็นต้น |
|
Credential ถูกเก็บไว้ |
บัญชีผู้ใช้งาน (ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน) ถูกเก็บไว้ในระบบหรือเว็บไซต์ในรูปแบบของข้อความตัวอักษรปกติที่สามารถอ่านออกทันทีโดยไม่ต้องเข้ารหัส หรือมีการแชร์บัญชีผู้ใช้งานกับบุคคลอื่นเพื่อใช้งานร่วมกัน |
|
การใช้รหัสผ่านช้ำ |
มีการนำรหัสผ่านเดียวกันไปใช้หลายระบบ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งถูกล้วงข้อมูลจะทำให้รหัสผ่านหลุดทั้งหมด |
|
การตั้งรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม |
การใช้รหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เช่น 123456 หรือ password หรือชื่อหน่วยงาน เป็นต้น |
|
ระบบไม่ได้บังคับใช้การยืนยัน |
หากผู้ไม่หวังดีได้รหัสผ่านไป จะทำให้สามารถเข้าสู่ระบบได้ทันที |
|
รหัสผ่าน หรือ Token ถูก Hard - code ไว้ |
พบมากในโค้ดที่แชร์ใน Github หรือระบบควบคุมเวอร์ชันต่าง ๆ |
|
การรั่วไหลจากบุคลากรภายใน |
ผู้มีสิทธิ์เข้าถึงระบบนำข้อมูลออกไปโดยเจตนาหรือโดยประมาท |
|
ระบบไม่มีการตรวจสอบ |
ไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีการใช้งาน Credential อย่างผิดปกติ |
4. กมช. ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 [โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) เป็นประธาน] ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจมีข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานถูกขโมยหรือรั่วไหล และทำให้ผู้โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ (Hacker) สามารถเข้าถึงระบบงานต่าง ๆ ของหน่วยงาน ตลอดจนโจมตีหน่วยงานเพื่อขโมยข้อมูลหรือเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานหรือระบบงานต่าง ๆ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบบริการต่าง ๆ ที่ให้บริการแก่ประชาชน
5. กมช. แจ้งว่า การดำเนินการตามแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ จะช่วยยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล อย่างไรก็ดี มาตรการนี้อาจเพิ่มภาระบางส่วนต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระยะยาว ยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 11 สิงหาคม 2569
g5














