แนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคง

Category: มติ ครม.
Published on Thursday, 13 August 2026 05:04
Hits: 279

 

แนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย

 

Gov 4

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เสนอ ดังนี้ 

          1. เห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ กมช. เสนอ และให้ กมช. และ สกมช. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป 

          2. ให้ สกมช. ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ต่อไป 

          สาระสำคัญ

          1. กมช. โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ศปช. หรือ ThaiCERT) แจ้งว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งใช้ชื่อว่า ALIEN TXTBASE Stealer Logs ได้นำข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ขโมยมาไปเผยแพร่ในกลุ่ม Telegram มีจำนวนมากกว่า 16,520 ไฟล์ (5 เทระไบต์) และได้มีการเพิ่มเติม (Update) ข้อมูลทุกวันซึ่งข้อมูลดังกล่าว ประกอบด้วย (1) ที่อยู่อีเมลเฉพาะบุคคล (2) เว็บไซต์และรหัสผ่านที่เข้าใช้ระบบงานของหน่วยงาน ซึ่งบางข้อมูลเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบ

          2. ศปช. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของประเทศไทย (Domain ที่ลงท้ายด้วย .th) โดยพบว่า มีข้อมูลจำนวน 221,947,958 รายการ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัท/องค์กร สถาบันการศึกษา องค์กรไม่แสวงผลกำไร หน่วยงานกองทัพ และอื่น ๆ 

          ทั้งนี้ ข้อมูลที่ถูกขโมยมาข้างต้นอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบ และอาจถูกขโมยข้อมูลสำคัญ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานและประชาชน หากผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลซึ่งเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบไปใช้ในการโจมตี 

          3. กมช. แจ้งว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยหรือรั่วไหลเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้ 

 

สาเหตุ

ลักษณะการโจมตี/ผลกระทบที่เกิดขึ้น

การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing)

ผู้ไม่หวังดีส่งอีเมล/เว็บไซต์ปลอม หลอกให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่านเอง

มัลแวร์/Keylogger

มีการติดตั้งโปรแกรมแอบแฝงในเครื่องของผู้ใช้ แล้วดักจับข้อมูลการพิมพ์ เช่น รหัสผ่าน เป็นต้น

Credential ถูกเก็บไว้
อย่างไม่ปลอดภัย

บัญชีผู้ใช้งาน (ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน) ถูกเก็บไว้ในระบบหรือเว็บไซต์ในรูปแบบของข้อความตัวอักษรปกติที่สามารถอ่านออกทันทีโดยไม่ต้องเข้ารหัส หรือมีการแชร์บัญชีผู้ใช้งานกับบุคคลอื่นเพื่อใช้งานร่วมกัน

การใช้รหัสผ่านช้ำ

มีการนำรหัสผ่านเดียวกันไปใช้หลายระบบ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งถูกล้วงข้อมูลจะทำให้รหัสผ่านหลุดทั้งหมด

การตั้งรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม

การใช้รหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เช่น 123456 หรือ password หรือชื่อหน่วยงาน เป็นต้น

ระบบไม่ได้บังคับใช้การยืนยัน
ตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA)

หากผู้ไม่หวังดีได้รหัสผ่านไป จะทำให้สามารถเข้าสู่ระบบได้ทันที

รหัสผ่าน หรือ Token ถูก Hard - code ไว้
ใน Source Code

พบมากในโค้ดที่แชร์ใน Github หรือระบบควบคุมเวอร์ชันต่าง ๆ

การรั่วไหลจากบุคลากรภายใน

ผู้มีสิทธิ์เข้าถึงระบบนำข้อมูลออกไปโดยเจตนาหรือโดยประมาท

ระบบไม่มีการตรวจสอบ
หรือแจ้งเตือนความผิดปกติ

ไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีการใช้งาน Credential อย่างผิดปกติ

 

          4. กมช. ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 [โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) เป็นประธาน] ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจมีข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานถูกขโมยหรือรั่วไหล และทำให้ผู้โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ (Hacker) สามารถเข้าถึงระบบงานต่าง ๆ ของหน่วยงาน ตลอดจนโจมตีหน่วยงานเพื่อขโมยข้อมูลหรือเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานหรือระบบงานต่าง ๆ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบบริการต่าง ๆ ที่ให้บริการแก่ประชาชน

          5. กมช. แจ้งว่า การดำเนินการตามแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ จะช่วยยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล อย่างไรก็ดี มาตรการนี้อาจเพิ่มภาระบางส่วนต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระยะยาว ยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 11 สิงหาคม 2569

 

 

g5

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100