ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค
ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ดังนี้
1. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พระราชบัญญัติฯ) และยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาคในคราวเดียวกัน เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ
2. ให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาค ดำเนินการ ดังนี้
2.1 ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทนและปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาคในระยะเวลา 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
2.2 ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
3. ให้ส่วนราชการตามข้อ 2. และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร. จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ
4. ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน
5. กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อนการรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายนั้น
สาระสำคัญของเรื่อง
ก.พ.ร. รายงานว่า
1. สถานการณ์การจัดส่วนราชการในภูมิภาคในปัจจุบันของกระทรวงและกรมตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พบว่าส่วนราชการระดับกรม จำนวน 163 กรม (20 กระทรวง) มีการแบ่งส่วนราชการภายในกรมเป็นส่วนราชการระดับกอง จำนวน 11,667 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานระดับกองที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค จำนวน 10,010 หน่วยงาน (72 กรม จาก 163 กรม) คิดเป็นร้อยละ 85.80 ของส่วนราชการระดับกองทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569) โดยจำแนกเป็น
|
หน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค (ระดับกอง) |
จำนวน (หน่วยงาน) |
||
|
(1) ราชการส่วนภูมิภาค |
ระดับจังหวัด |
2,496 |
7,817 |
|
ระดับอำเภอ |
5,321 |
||
|
(2) หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค |
2,193 |
||
|
รวม |
10,010* |
||
หมายเหตุ : *ไม่รวมกระทรวงที่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ ได้แก่ กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มีการขยายตัวของโครงสร้างส่วนราชการจากส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นสัดส่วนที่สูงมาก ประกอบกับ อปท. มีอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 7,842 หน่วยงาน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2569) ทำให้เกิดหน่วยงานในพื้นที่จำนวนมาก มีรูปแบบที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งส่วนกลางในภูมิภาค ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนและภาคเอกชนเกิดความสับสนในการมาติดต่อขอรับบริการ ตลอดจนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานต้นสังกัด ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าและใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งไม่สะท้อนความคุ้มค่า นอกจากนี้ ยังส่งผลให้บุคลากรภาครัฐทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีกรอบอัตรากำลังของบุคลากรของส่วนราชการ (ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ) ที่ปฏิบัติงานในภูมิภาค จำนวน 438,470 คน (จากจำนวนทั้งหมด 675,766 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 64.88) (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568)
[ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวไม่รวมบุคลากรภาครัฐส่วนท้องถิ่น (พนักงานส่วนตำบล พนักงานเทศบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัด ครูส่วนท้องถิ่น) และไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 179,363 คน] (ข้อมูลจากรายงานกำลังคนภาครัฐปี 2567 สำนักงาน ก.พ.)
2. การขยายตัวของส่วนราชการในภูมิภาค ภายหลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง ปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค นั้นแม้ว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีเจตนารมณ์สำคัญที่จะลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลาง ที่จะไปตั้งในภูมิภาค เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน แต่ที่ผ่านมาพบว่า จำนวนส่วนราชการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 9,990 หน่วยงาน (ก่อนปี 2560) เป็น 10,010 หน่วยงาน (เพิ่มขึ้น 20 หน่วยงาน) (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569) จาก 7 กรม ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (สงป.) กรมศุลกากร กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งการจัดตั้งส่วนราชการใหม่ในพื้นที่มีทั้งเป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ออกใช้บังคับกฎหมายที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด และความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นของส่วนราชการ ซึ่งที่ผ่านมาต้องขอยกเว้นการปฏิบัติ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค ส่งผลให้มีหลายหน่วยงานลงไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เดียวกัน โดยมีเป้าหมายการให้บริการประชาชนกลุ่มเดียวกัน จึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ หรือความไม่ชัดเจนในภารกิจ ส่งผลให้ประชาชนหรือผู้มารับบริการเกิดความสับสน และเกิดความด้อยประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน
3. ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด โดยไม่ผ่านการพิจารณาตามแนวทางการพิจารณาการจัดตั้งหน่วยงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 พบว่ามีจำนวน 3,708 หน่วยงาน (มากถึง 1 ใน 3 ของส่วนราชการในภูมิภาคทั้งหมดที่มีจำนวน 10,010 หน่วยงาน) โดยสามารถจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
|
การจัดตั้งหน่วยงานตามกฎทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจรัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด |
จำนวน (หน่วยงาน) |
|
(1) ประเภทที่กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ เช่น สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง (กค.) |
45 |
|
(2) ประเภทที่ไม่ได้กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ เช่น แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม (คค.) |
3,370 |
|
(3) กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น เช่น ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กค. ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 |
293 |
|
รวม |
3,708 |
4. ก.พ.ร. [รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการ] ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ได้พิจารณาทบทวนการปรับปรุงแนวทางฯ และเห็นว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ (1) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค และ (3) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น (ตามข้อ 5.1) โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนกลางในภูมิภาค ดังนั้น การกำหนดให้มีส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาค จึงไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ นอกจากนั้น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ เนื่องจากไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม ก่อนมติคณะรัฐมนตรีมีผลใช้บังคับ รวมทั้งไม่ครอบคลุมการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคตามกฎหมายอื่น และยังพบการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันส่วนราชการสามารถนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงานได้ในหลายภารกิจ หรือการให้ภาคส่วนอื่นดำเนินงานแทนหรือดำเนินการร่วมกับรัฐในบางภารกิจได้ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ และเป็นการกำหนดแนวทางเพื่อลดความซ้ำซ้อนโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ นำไปสู่การลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ก.พ.ร. จึงได้มีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรี ดังนี้
4.1 ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ
4.2 ให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาคดำเนินการ ดังนี้
(1) ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาค ให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงาน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทนและปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาค ในระยะเวลา 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
(2) ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) (เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัด) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
4.3 ให้ส่วนราชการตามข้อ 4.2 และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร.จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ
4.4 ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการออกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน
4.5 กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อนการรับฟังความเห็นร่างกฎหมายนั้น
5. ในส่วนของการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เป็นการเสนอปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาคตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 ซึ่งได้นำสาระสำคัญของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมารวมไว้ในฉบับเดียวกันแล้ว ดังนั้น การจัดส่วนราชการในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2560 ส่วนราชการได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพียงมติเดียว อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพิ่มเติมในคราวเดียวกันด้วย
6. ประโยชน์ที่ได้รับจากการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค จะทำให้การจัดระเบียบบริหารราชการสอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ ช่วยลดความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างและภารกิจให้มีความเหมาะสมสามารถลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรภาครัฐและยกระดับการบริการประชาชนในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 11 สิงหาคม 2569
g13














