Thailand

หมวดหมู่: หุ้นเด่นวันนี้
Mayบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน At The Open
 
กลยุทธ์การลงทุนรายวัน
 
MARKET SUMMARY
          เมื่อวานที่ผ่านมา SET เผชิญกับแรงขาย  นำโดย หุ้นขนาดกลางหลายตัวที่ปรับขึ้นเด่นก่อนหน้านี้ นำโดย โรงไฟฟ้า EA, CKP, BGRIM และการเงิน MTC, SAWAD  ณ. สิ้นวัน SET ปิดที่ 1,654.0 จุด (-15.6 จุด) ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.4 หมื่นล้านบาท (เทียบกับวันก่อนหน้า 5.0 หมื่นล้านบาท)
          นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยที่ 1,885 ลบ. (สถาบันขายสุทธิ 2,098 ลบ.) และเปิดสถานะ Long SET50 index future สุทธิที่ 868 สัญญา
 
INVESTMENT THEME
          ปัจจัยการเมืองในประเทศเริ่มชัดเจน  :  เมื่อวานที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยสูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ตีความว่า "ไม่ขัดหลักรัฐธรรมนูญ" กล่าวคือมาตรา 128 ไม่ขัดแย้งกับ มาตรา 91 ทำให้กกต.ได้ประกาศรับรอง ส.ส. มากกว่า 27 พรรค ที่มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ (ซึ่งพรรคที่เสียคะแนนเสียงมากสุด ได้แก่ พรรคอนาคตใหม่ประมาณ 7 เก้าอี้) ทำให้หลายพรรคเริ่มมีความชัดเจนในการจับกลุ่มตั้งรัฐบาลแล้ว หลังกกต.ประกาศรายชื่อส.ส. ขาดเพียงแต่ความชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต้องรอการประชุมพรรค เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่แทนคุณอภิสิทธิ์ ในวันที่ 15 พ.ค. เบื้องต้นเรามีมุมมองเป็นกลางต่อประเด็นดังกล่าวและมองว่าตลาดได้ตอบรับไปบางส่วนก่อนหน้านี้แล้ว ในระยะสั้นแนะนักลงทุนให้ความสำคัญต่อประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยืดยาวมานานกว่า 12 เดือน (ประชุมไปแล้วกว่า 10 ครั้ง) โดย 1-2 วันนี้นาย Liu He ตัวแทนการค้าจากฝั่งจีนจะเริ่มเจรจา เบื้องต้นเราประเมินว่าการเจรจาครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างมีข้อได้เปรียบ โดยฝั่งสหรัฐมีแต้มต่อในการตั้งธงขึ้นภาษีและกำหนดวันขึ้นภาษีรอบใหม่ ซึ่งจีนเริ่มได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้วผ่านการส่งออกที่พลิกติดลบ 2.7% ในเดือนที่ผ่านมา สร้างความกังวลต่อ GDP ที่มีโอกาสถูกปรับประมาณการลง อย่างไรก็ตามจีนได้เปรียบในเชิงการเมือง เนื่องจากผลของการขึ้นภาษีของ Trump จะส่งผลต่อคะแนนเสียงไม่มากก็น้อยในการเลือกตั้งปลายปี 2020 โดยเฉพาะฐานเสียงสำคัญในรัฐที่ทำการเกษตร ในขณะที่ฝั่งจีนได้เปรียบในประเด็นนี้ ฉะนั้นเราประเมินว่ามีโอกาสที่การประชุมครั้งนี้อาจยังไม่ได้ข้อสรุป 100% แต่คาดเห็นพัฒนาการเชิงบวก
          Investment Theme :  เราแบ่งผลลัพธ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเป็น 3 กรณี (ติดตามใน Trading idea) เบื้องต้นยังคงแนะนักลงทุนถือเงินสดไม่ต่ำกว่า 40% และยังคงถือหุ้นแนะนำในเดือนนี้อย่าง BEM, PTT, PRM, BJC 
 
BIG ISSUE
          เมื่อคืนที่ผ่านมา :  BoT มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 1.75% / จีนรายงานตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย. ติดลบ 2.7% ยอดเกินดุลการค้าลดลงเหลือ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
 
STOCK PICK & TRADING IDEA
          เราแบ่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าเป็น 3 กรณีด้วยกัน 
          Case 1) หากว่าสหรัฐยืนกรานขึ้นภาษี 25% บนวงเงิน 2.0 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คาด SET ตอบรับไปบางส่วน ประเมินแกว่งในกรอบ 1,620+/- แนะทยอยสะสมหุ้นค้าปลีกที่คาดได้รับผลจำกัดอย่าง BJC 
          Case 2) หากสหรัฐเล่นไม้แข็งโดยขึ้นทั้งภาษี 25% และ เพิ่มวงเงินสินค้าอีก 3.0แสนล้านเหรียญ มีโอกาสที่ตลาดหุ้นโลกจะเข้าสู่ภาวะ Risk off ประเมินแนวรับแรกบริเวณ 1,585-1,600 จุด แนะชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความคืบหน้าของการเจรจาครั้งถัดไป
          Case3) หากทั้งหมดเป็นเพียงการขู่และทำให้จีนยอมรับข้อตกลง จนทำให้สหรัฐยกเลิกภาษีการค้าทั้งหมด คาดตลาดหุ้นทั่วโลกเกิด Technical rebound ประเมิน SET แกว่งตัว sideway up 1,655-1,700จุด แนะสะสม Logistic และพลังงาน
 
TECHNICAL VIEW
          หากหลุด 1650 เน้นขายเพื่อลดพอร์ต เนื่องจากมีโอกาสจบรอบขาขึ้น :  ดัชนีปรับตัวลงจากแรงขายหุ้น Big Cap. แทบทุกกลุ่ม ทำให้ขณะนี้ปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 1650-1655 (EMA200Day) ซึ่งเป็นแนวรับสุดท้ายในเทรนขาขึ้น มองว่าหากหลุดแนวรับดังกล่าวจะสิ้นสุดขาขึ้นในรอบนี้ และแนวโน้มจะกลับเป็น Sideway Down ในลดับถัดไป จึงมองว่าหากดัชนีหลุด 1650 เป็นโอกาส Lock Profit หรือ Stop Loss เพื่อรอดูแนวโน้มจนว่าจะเริ่มสร้างฐานและหยุดลง
          กลยุทธ์การลงทุน 1) มีหุ้น: หากอ่อนตัวหลุด 1650 แนะนำขายทำกำไรหรือ Lock Profit ในรอบนี้ หรือหาก Rebound เน้นขายทำกำไรที่แนวต้านเพื่อลดพอร์ต 2) ไม่มีหุ้น: แนะนำรอดูแนวโน้ม หากรับความเสี่ยงได้ แนะนำรอซื้อที่แนวรับ 1650 เพื่อเล่น Rebound สั้นๆ
          แนวรับ : 1620, 1650 แนวต้าน : 1665, 1675
 
EYES ON
          ปัจจัยต่างประเทศ :   10 พ.ค. รายละเอียดการเจรจาการค้า
          ปัจจัยในประเทศ :   เวลา 9.30 น. วันที่ 8 พ.ค.  ติดตามศาลรธน. ลงมติตีความสูตร / ประชุม BoT
 
หุ้นเทคนิค :  
          AMATA (21.40-21.70, Tp 22.50//23.00, Cut 21.00)
          THANI (5.80-6.00, Tp 6.30//6.50, Cut 5.70)
 
ข่าวเด่นเช้านี้
 
SPALI
          ยอดขาย Q2 เด้งรุกขยายตจว.อัพฐาน (ทันหุ้น)
          ความเห็น : เรายังคงชอบและเลือก SPALI เป็น Top Pick ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ราคาเป้าหมาย 27.60 บาท/หุ้น แม้ใน 1Q62 ผลประกอบการคาดว่าลดลง QoQ แต่เติบโตเด่น YoY แข็งแกร่งทั้ง GP และค่าใช้จ่ายที่ต่ำ นอกจากนี้เราเชื่อว่าการเปิดตัวของ ICON สาทร จะได้รับการตอบรับดีและเป็นปัจจัยหนุนเป้า Presales ในปีนี้ ทั้งนี้ SPALI ยังโดดเด่นที่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเป็นลำดับต้นๆ ของกลุ่มและการเติบโตที่ต่อเนื่องของกำไรสุทธิในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  
 
TKN
          กำไรร่วง 46% ต้นทุนพุ่ง-ส่งออกจีนวูบ  (กรุงเทพธุรกิจ)
          ความเห็น : กำไร 1Q62 ลดลงจากค่าใช้จ่ายการทำกิจกรรมการตลาดในหลายประเทศ การออกสินค้าใหม่ และการเปิดสำนักงานสาขาเซี่ยงไฮ้ และการส่งออกจีนลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผู้จัดจำหน่าย แต่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจากต้นทุนสาหร่ายลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คาดว่ากำไรปีนี้ค่อยๆ ฟื้นตัวจากยอดขายเพิ่ม และอัตรากำไรเพิ่มขึ้นโดยต้นทุนสาหร่ายล็อตใหม่ลดลง 10% รวมทั้งการควบคุมค่าใช้จ่าย
 
MTC
          หุ้นแพนิกจากโตต่ำคาด(ข่าวหุ้น)
          ความเห็น : ข้อมูลจาก Conference call วานนี้ เราพบว่า ผลกำไรรอบ 1Q62 ยังเติบโตได้ตามที่ตลาดคาด หากไม่นับผลกระทบทางบัญชีหลังบริษัทเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. ขณะในแง่ต้นทุน และ Asset quality  ดูดีขึ้นเทียบไตรมาสก่อน นอกจากนี้เรายังมีมุมมองบวกมากขึ้นต่อการเติบโตในช่วงที่เหลือของปี จาก Loan yield ที่ทำจุดต่ำสุดไปแล้วใน 1Q62 และคาดจะทรงตัวในไตรมาสข้างหน้า และมีความเป็นไปได้ที่ funding cost จะลดลง -30bps หลังบริษัทมี Rating ที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ส่งผลให้ NIM มี Upside risk
 
III
          Q1 กำไรพุ่ง 65% ส่งซิก Q2 โตไม่หยุด  (ข่าวหุ้น)
          ความเห็น : ผลดำเนินงานไตรมาส 1/62 ทำกำไร 43 ลบ. ทำได้เพียงทรงตัวจากไตรมาส 4 แต่ขยายตัวแรง +66% YoY จากปีก่อนซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของผลประกอบการเนื่องจากเป็นไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย ซึ่งการขยายตัวแรง YoY นี้เรามองว่าตลาดได้รับรู้ไปแล้ว ไอเดียสำคัญที่จะทำให้หุ้นเดินหน้าในปีนี้ได้หรือไม่คือ แนวโน้มกำไรไตรมาส 2-3-4 จะขยายตัว QoQ ได้หรือไม่ ซึ่งเรามองว่าด้วยสถานะการณ์สงครามการค้าที่ยังคลุมอุตสาหกรรม Logistic และอยู่ในช่วง Low season เราแนะนำ wait & see ไปก่อน ยังไม่ต้องเร่งรีบเพิ่มน้ำหนักในขณะนี้
 
          นักวิเคราะห์ : สรพล วีระเมธีกุล / วิจิตร อารยะพิศิษฐ 
          Research Department Tel. 02-658-5000