Thailand

หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

Fitch6ฟิทช์ จัดอันดับเครดิต บมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป เป็นครั้งแรกที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

 

     ฟิทช์ เรทติ้งส์ – กรุงเทพฯ – 24 กรกฎาคม 2562: บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ให้กับบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG เป็นครั้งแรกที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตสะท้อนถึงความเป็นผู้นำในธุรกิจเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การกระจายตัวของฐานลูกค้า สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ รวมถึงขนาดธุรกิจที่เล็กในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

 

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

      ผู้นำในธุรกิจเฉพาะกลุ่ม (Niche Market): EPG เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับรถกระบะและรถเอนกประสงค์ที่ทำจากโพลีเมอร์และพลาสติก และเป็นผู้นำในการผลิตผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับใช้เพียงครั้งเดียวสำหรับเครื่องดื่มและอาหารในประเทศไทย EPG เป็นผู้ริเริ่มในการผลิตพื้นปูกระบะ (Bed Liner) ที่ใช้ระบบตัวยึดโดยไม่ต้องเจาะรูบนตัวถังรถ (No-drilling Technology) เป็นรายแรกของโลก ซึ่งทำให้บริษัทฯ เป็นผู้นำในการผลิตพื้นปูกระบะในประเทศไทย      

      นอกจากนี้ EPG ยังเป็นผู้ผลิตหลังคารถกระบะ (Canopy) ที่ผลิตจาก Acrylonitrile Butadiene Styrene (ABS) Alloy แบบ 2 ชั้น ขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวไร้รอยต่อ เนื่องจากพลาสติกประเภท ABS เป็นพลาสติกที่บริษัทผลิตรถยนตร์นิยมใช้ EPG จึงมีความได้เปรียบจากการเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์นี้

      EPG ยังเป็นผู้นำในธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็นที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ประเภท Ethylene Propylene Diene Monomer (EPDM) ของโลก  อย่างไรก็ตาม ฉนวนยางกันความร้อน/เย็นที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ประเภท Nitrile Butadiene Rubber (NBR) ยังเป็นฉนวนที่ใช้กันมากที่สุดในตลาดฉนวนยางกันความร้อน/เย็น (Synthetic Rubber Insulation) ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึงร้อยละ 90 ของตลาด ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงประมาณร้อยละ 8-10 NBR มีการใช้มาเป็นเวลานานกว่าและมีการใช้แพร่หลายมากกว่าเมื่อเทียบกับ EPDM อีกทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่า อีกด้วย

       การกระจายความเสี่ยงในธุรกิจที่หลากหลาย: EPG มีการกระจายแหล่งรายได้ที่ดีจากผลิตภัณฑ์ในสามธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับรถยนต์ (มีสัดส่วนรายได้คิดเป็นร้อยละ 50 ของรายได้ทั้งหมดในปีงบการเงิน 2562 สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2562) ธุรกิจผลิตฉนวนยางกันความร้อน/เย็น (ร้อยละ 27 ของรายได้ทั้งหมด) และธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหาร (ร้อยละ 23 ของรายได้ทั้งหมด) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะที่อาจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งได้ เนื่องจากบริษัทฯ ต้องเผชิญกับความผันผวนของธุรกิจผลิตรถยนต์และธุรกิจก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหาร ที่มีการแข่งขันสูงและจำนวนคู่แข่งที่มาก นอกจากนี้ EPG ได้รับประโยชน์รวมกันจากการที่มีการผลิตในธุรกิจเหล่านี้ในด้าน การจัดหาวัตถุดิบ และการวิจัยและพัฒนา  เนื่องจากวัตถุดิบสำหรับการผลิตในธุรกิจเหล่านี้เป็น สารประกอบโพลีเมอร์และพลาสติก

      ฐานลูกค้าที่กระจายตัวดี: EPG ขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับรถกระบะและรถเอนกประสงค์ ประมาณร้อยละ 50-60 ให้กับ ผู้รับจ้างที่ออกแบบและผลิตสินค้า (Original Design Manufacturer) และ ผู้รับจ้างผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturer) ให้กับบริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก ในส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40-50 ขายให้กับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และร้านจำหน่ายสินค้าตกแต่งรถในประเทศและต่างประเทศกว่า 100 ประเทศทั่วโลกภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ เอง    

       สำหรับ ธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็น รายได้ประมาณร้อยละ 30 มาจากยอดขายในประเทศไทย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นการขายให้กับโครงการก่อสร้างโดยตรง และเพื่อช่วยสนับสนุนการขายในต่างประเทศ EPG มีโรงงานผลิตฉนวนยางกันความร้อน/เย็น อีกสองแห่งในประเทศสหรัฐฯ และจีน และให้ใบอนุญาตในการผลิตผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ แก่โรงงานสองแห่งในประเทศ รัสเซียและอินเดีย สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหาร รายได้ประมาณร้อยละ 90 มาจากยอดขายในประเทศไทย ซึ่งประมาณร้อยละ 40 ของยอดขายในประเทศเป็นการขายให้กับบริษัทฯ ผู้ผลิตเครื่องดื่มและอาหารชั้นนำ

      ความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวน: EPG มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบหลักได้แก่ สารประกอบโพลีเมอร์และพลาสติก อาทิ High Density Polyethylene, ABS, Polypropylene, Polystyrene และ Polyethylene Terephthalate (PET) ซึ่งราคาสารประกอบโพลีเมอร์และพลาสติกเหล่านี้ ก็จะผันผวนตามราคาปิโตรเคมีที่เป็นวัตถุดิบ โดยราคาปิโตรเคมีดังกล่าวมักจะขึ้นลงตามราคาน้ำมันเป็นหลัก การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบที่มากอาจจะทำให้อัตราส่วนกำไรและรายได้ของบริษัทฯ ลดลงอย่างมากได้ อย่างไรก็ตาม EPG สามารถจะปรับราคาขายขึ้นตามราคาวัตถุดิบได้บ้าง เนื่องจากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับรถยนต์ที่ทำจากโพลีเมอร์และพลาสติก และธุรกิจผลิตฉนวนยางกันความร้อน/เย็น มีคู่แข่งอยู่ไม่มากนัก

     สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง: EPG มีอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการพิจารณาอันดับเครดิตที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินซึ่งคำนวณจากอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO-adjusted net leverage) ต่ำกว่า 1.0 เท่าในช่วงปีงบการเงิน สี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราส่วนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียนต่อดอกเบี้ยและค่าเช่า (FFO fixed-charge coverage) อยู่สูงกว่า 11 เท่า   หนี้สินสุทธิของบริษัทฯ ลดลงเหลือ 687 ล้านบาท ณ สิ้นปีงบการเงิน 2562 ส่วนหนึ่งมาจากการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งบริษัทฯ ได้รับเงินจำนวน สี่พันล้านบาท ในปีงบการเงิน 2558    

       ฟิทช์ คาดว่า อัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวของบริษัทฯ จะยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ลดลง และคาดว่าบริษัทฯ จะมีกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวกในช่วงห้าปีงบการเงินข้างหน้า

      รายได้เติบโตในระดับปานกลาง: ฟิทช์คาดว่ารายได้ของ EPG จะยังคงเติบโตในระดับปานกลาง (ร้อยละ 4-5 ต่อปี) ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจผลิตรถยนต์ ธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจผลิตเครื่องดื่มและอาหาร   อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และ ค่าตัดจำหน่าย ต่อรายได้ (EBITDA margin) จะคงที่ในปีงบการเงิน 2563 ซึ่งต่ำกว่าในช่วงปีงบการเงิน 2559-2560 เนื่องจากอัตราส่วนกำไรที่ต่ำในธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มและอาหาร

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

      EPG มีสถานะทางธุรกิจอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับบริษัทในประเทศไทยอื่นๆ ที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต แต่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า   EPG ดำเนินธุรกิจแปรรูปโพลีเมอร์และพลาสติก คล้ายกับ บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PTL หนึ่งในสิบผู้ผลิตแผ่นฟิล์ม PET รายใหญ่ที่สุดในโลกในด้านการผลิต ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ A-(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ แต่มีธุรกิจปลายทางที่แตกต่างกัน   EPG มีการกระจายตัวของธุรกิจตามภูมิภาคที่น้อยกว่าแต่มีธุรกิจปลายทางที่กระจายตัวมากกว่า ขนาดของธุรกิจในแต่ละธุรกิจของ EPG มีขนาดเล็กกว่า เมื่อวัดจากกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และ ค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) แต่ EBITDA โดยรวมของ EPG ใกล้เคียงกับของ PTL และมี EBITDA margin ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทฯ ยังมีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำ โดยมี FFO-adjusted net leverage ต่ำกว่า 1.0 เท่า อันดับเครดิตจึงเท่ากัน

      สถานะทางธุรกิจและสถานะทางการเงินของ EPG มีความใกล้เคียงกันกับของ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ A-(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ   KCE เป็นหนึ่งในสิบผู้ผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ของโลกวัดจากรายได้   KCE ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ความเสี่ยงดังกล่าวถูกลดทอนลงด้วยการที่บริษัทเน้นผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมีความยากลำบากสำหรับคู่แข่งรายใหม่ในการเข้าสู่อุตสาหกรรมดังกล่าว EPG มีการกระจายตัวของธุรกิจและลูกค้าที่มากกว่า แต่ KCE มี EBITDA และ EBITDA margin ที่สูงกว่า อย่างไรก็ตามบริษัททั้งสองมีอัตราส่วนหนี้สินอยู่ในระดับต่ำ โดยมีอัตราส่วน FFO-adjusted net leverage ต่ำกว่า 1.0 เท่า ดังนั้นอันดับเครดิตจึงอยู่ในระดับเดียวกัน

       EPG มีรายได้และ EBITDA ที่มากกว่า บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD (BBB(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินแบบครบวงจรรายใหญ่ในประเทศไทย JWD มีส่วนของรายได้ที่สามารถคาดการณ์ได้มากกว่า เนื่องจากสัญญาสัมปทานและสัญญระยะปานกลางถึงระยะยาว ในธุรกิจให้บริการดูแลรับฝากและขนย้ายสินค้า แต่ EPG มีการกระจายตัวของธุรกิจตามภูมิภาคที่มากกว่า ฐานลูกค้าของทั้งสองบริษัทฯ มีการกระจายตัวของธุรกิจที่ดี     อย่างไรก็ตาม EPG มีอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการพิจารณาอันดับเครดิตที่แข็งแกร่งกว่ามาก เนื่องจาก JWD มีการลงทุนที่สูงในปี 2561-2562 ซึ่งทำให้อัตราส่วนหนี้สินสูงขึ้น ดังนั้นอันดับเครดิตของ EPG จึงสูงกว่า

สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ:

-      การเติบโตของรายได้ที่ประมาณร้อยละ 4-5 ต่อปี

-     EBITDA margin คงที่ในปีงบการเงิน 2563 (ปีงบการเงิน 2562 อยู่ที่ร้อยละ 14.3) และค่อยๆปรับตัวดีขึ้นในปีงบการเงิน 2564-2565

-     การลงทุนลดลงเหลือประมาณร้อยละ 5 ของรายได้โดยเฉลี่ย (ปีงบการเงิน 2562 อยู่ที่ร้อยละ 6.8)

-      จ่ายเงินปันผลร้อยละ 70-75 ของกำไรสุทธิ (ปีงบการเงิน 2562 อยู่ที่ร้อยละ 71)

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

 

 

ปัจจัยบวก:

-      ขนาดของธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งทางการตลาดและสถานะทางธุรกิจ (Business Profile) ดีขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาอัตราส่วน FFO-adjusted net leverage ต่ำกว่า 1.5 เท่า

ปัจจัยลบ:

-      กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ลดลง หรือการลงทุนโดยใช้หนี้ที่เพิ่มขึ้น มากกว่าที่ฟิทช์คาดการไว้ ส่งผลให้ อัตราส่วน FFO-adjusted net leverage สูงกว่า 2.0 เท่าอย่างต่อเนื่อง

-      EBITDAR margin ลดลงต่ำกว่าร้อยละ 13 อย่างต่อเนื่อง

 

 

สภาพคล่อง

         สภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้: EPG มีการใช้เงินกู้ระยะสั้นในระดับที่สูงมาก แต่ฟิทช์ก็ยังคงมองว่าสภาพคล่องของ EPG อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยสภาพคล่องได้รับการสนับสนุนจากเงินสดจำนวน 773 ล้านบาท ณ สิ้นปีงบการเงิน 2562   โดยบริษัทฯ มีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนนับจากเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท โดยประมาณ ร้อยละ 83 เป็นหนี้ระยะสั้นที่ใช้หมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ มีวงเงินหมุนเวียนจากสถาบันการเงิน ถึงแม้ว่าจะเป็นวงเงินที่สามารถยกเลิกได้ จำนวน 4.5 พันล้านบาท   ฟิทช์คาดว่าบริษัทฯ จะสามารถ roll over หนี้ระยะสั้นที่ใช้หมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจออกไปได้ เนื่องจากบริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำ

 

 

Fitch Assigns Eastern Polymer Group First-Time 'A-(tha)'; Outlook Stable

    Fitch Ratings-Bangkok-24 July 2019: Fitch Ratings (Thailand) Limited has assigned Eastern Polymer Group Public Company Limited (EPG), a polymer and plastic manufacturer, a National Long-Term Rating of 'A-(tha)'. The Outlook is Stable.

     EPG's rating reflects its leading niche market position, end-user diversification, low financial leverage and small operating scale for its individual businesses.

 

KEY RATING DRIVERS

      Niche Market Position: EPG is a manufacturer of polymer and plastic automotive parts and accessories for utility trucks and the leading manufacturer of disposable rigid plastic packaging for food and beverage in Thailand. EPG pioneered a no-drilling installation technology for truck-bed liners, helping the company become the market leader in truck-bed liners in Thailand. EPG is also the first manufacturer to produce a patented double-shell acrylonitrile butadiene styrene (ABS) alloy canopy used on pickup trucks. ABS is the only plastic acceptable to original equipment manufacturers (OEM), giving EPG a first-mover advantage, which supports its leading position.

       EPG is also the global market leader in ethylene propylene diene monomer (EPDM) rubber insulation, although the synthetic rubber insulation market is dominated by nitrile butadiene rubber (NBR) insulation, which accounts for around 90% of the market. EPG's EPDM accounts for about 8%-10% of global market share. NBR has been in the market far longer, is more widely used than EPDM, and is priced lower than EPDM.

      Business Diversification: EPG has a diverse source of revenue from its three businesses - automotive parts and accessories (50% of total revenue in the year ended March 2019 (FY19)), thermal insulation (27%), and food and beverage plastic packaging (23%). This has helped to mitigate sector-specific risks such as the cyclicality of the automotive and construction industries, as well as the low barriers to entry and intense competition of the food and beverage plastic-packaging industry. EPG has synergy benefits from its businesses in terms of raw-material sourcing and R&D as the raw materials for all its businesses are polymer and plastic compounds.

      Diversified Customer Base: EPG sells about 50%-60% of its automotive parts and accessories to leading global automakers as an original design manufacturer and OEM, while the rest are sold to automobile dealers in Thailand and another 100 countries under its own brand. About 30% of its thermal insulation sales are in Thailand, of which half are directly to construction projects. EPG has production plants in the US and China to support its offshore sales, and has licensed two plants in Russia and India to make its products. About 90% of its rigid plastic-packaging products are sold in Thailand, of which about 40% are to leading food and beverage companies.

       Feedstock Price Volatility: EPG is vulnerable to fluctuations in raw-material prices, mainly polymers and plastic beads such as high density polyethylene, ABS, polypropylene, polystyrene and polyethylene terephthalate (PET). These polymer prices are driven by their petrochemical feedstock prices, which are largely determined by oil prices. A substantial rise in polymer prices may cause a material deterioration in EPG's margins and profitability. However, EPG is able to pass on some of the rising costs to customers after a time lag as its automotive parts and accessories, and thermal insulation products have few competitors.

       Strong Financial Profile: EPG's credit metrics are strong. Its financial leverage, measured by FFO adjusted net leverage, has been below 1.0x for the past four fiscal years, while its FFO fixed-charge coverage has been above 11x. Net debt fell to THB687 million at the end of FY19. This was mainly due to THB4.0 billion in equity raised from an IPO in FY15. Fitch expects EPG's financial leverage to remain low as its capex will be moderate. We expect EPG to generate positive free cash flow over the projected period to FY24.

       Moderate Sales Growth: Fitch expects EPG's sales to increase at a mid-single-digit rate over the medium term, supported by continuing growth in the automobile, construction, and food and beverage industries. Nevertheless, we expect its EBITDA margin to be flat in FY20, and lower than those in FY16-FY17, mainly due to weak margins in its plastic-packaging business.

 

DERIVATION SUMMARY

      EPG's business profile is moderate relative to Thai national peers, but its financial profile is stronger. EPG operates in the polymer and plastic-product business, similar to Polyplex (Thailand) Public Company Limited (PTL, A-(tha)/Stable), one of the 10 largest PET film producers in the world by output, although they are in different end-user segments. EPG's operations are less geographically diversified, but serve more end-user segments. The individual businesses of EPG are smaller in terms of EBITDA, but its combined EBITDA is comparable. Its EBITDA margin is also comparable with that of PTL. Both companies have low financial leverage with FFO adjusted net leverage of below 1.0x. The ratings are, therefore, the same.

     EPG's business and financial profiles are comparable with those of KCE Electronics Public Company Limited (A-(tha)/Stable), one of the world's top-10 automotive printed circuit board producers (PCB) by revenue. KCE operates in a higher-risk industry, component electronics, but this is offset by KCE's focus on the niche segment of automotive PCB, which has higher barriers to entry. EPG has greater diversification among its customers and end-users. KCE generates higher EBITDA and EBITDA margins, but both companies have low financial leverage with FFO adjusted net leverage of less than 1.0x. This also results in rating them at the same level.

      EPG has larger revenue and EBITDA than JWD InfoLogistics Public Company Limited (BBB(tha)/Stable), one of the dominant players in full-service inland logistics services in Thailand. JWD has higher revenue visibility, supported by a concession and medium- to long-term contracts, but EPG has more geographical diversification. Their customers are also diversified by industry. EPG has much stronger credit metrics, while JWD has a large investment plan in 2018-2019, which has driven its leverage higher. As a result, EGP has a higher rating.

KEY ASSUMPTIONS

Fitch's Key Assumptions Within Our Rating Case for the Issuer

- Revenue growth at 4%-5% per annum

- Operating EBITDA margin to remain flat in FY20 (FY19: 14.3%) and gradually recover in FY21-FY22

- Capex and investment to decline to about 5% of total revenue on average (FY19: 6.8%)

- Dividend payout of 70%-75% of net income (FY19: 71%)

RATING SENSITIVITIES

Developments That May, Individually or Collectively, Lead to Positive Rating Action

- A substantial increase in operating scale that enhances its market position further and improves its business profile while maintaining FFO adjusted net leverage below 1.5x

Developments That May, Individually or Collectively, Lead to Negative Rating Action

- Lower cash flows or higher investments than Fitch expects, leading to FFO adjusted net leverage that is above 2.0x on a sustained basis

- Deterioration of EBITDA margin to below 13% on a sustained basis

 

 

LIQUIDITY

Manageable Liquidity: EPG relies on short-term funding, but Fitch believes its liquidity is manageable. The liquidity is supported by its cash and cash equivalents of THB773 million at FYE19. It has debt maturing over the next 12 months from March 2019 of THB1.3 billion, of which about 83% is short-term debt mainly used for working capital. EPG had about THB4.5 billion in available working-capital facilities, although uncommitted, from financial institutions at FYE19. Fitch expects the company to be able to roll over its short-term debt, supported by its low financial leverage.

Contact:

Primary Analyst

Lertchai Kochareonrattanakul

Senior Director

+66 2108 0158

Fitch Ratings (Thailand) Limited

Level 17, Park Ventures, 57 Wireless Road, Patumwan,

Bangkok 10330

Secondary Analyst

Nichaya Seamanontaprinya

Associate Director

+66 2108 0161

Committee Chairperson

Vicky Melbourne

Senior Director

+61 2 8256 0325

3

Click Donate Support Web

ais 790x90

GC 950x120

sme 720x90

banpu 720x90 new1 1