Thailand

หมวดหมู่: วิเคราะห์-การเมือง

เส้นทางวิบาก รธน. พิสดาร-ฝืน ปชต. โจทย์ยากของ กรธ.

มติชนออนไลน์ : 

วิเคราะห์ 

21คน      ดูเหมือนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รอบที่สองไม่ใช่ของง่ายๆ แบบปอกกล้วยเข้าปาก

      เริ่มตั้งแต่การค้นหาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. จำนวน 21 คน ซึ่งหลายคนตั้งเงื่อนไขเอาไว้เยอะ

      อาทิ ขอดูตัวประธาน กรธ.ว่าเป็นใคร หรือดูว่าใครบ้างที่จะมาร่วมนั่งเป็น กรธ.

      แม้แต่ตัวประธาน กรธ.ก็ยังไม่มีข้อยุติ จากเดิมที่มีชื่อผู้คนออกมามากมาย เช่น นายอมร จันทรสมบูรณ์ นายอานันท์ 

ปันยารชุน นายคณิต ณ นคร นายลิขิต ธีรเวคิน นายวิษณุ เครืองาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ฯลฯ

      กระทั่งล่าสุดมีชื่อเหลือเพียง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ นายวิษณุออกปากชวนให้มานั่งคุมงานร่าง รธน.

แต่นายมีชัยก็ยัง "ขอคิดดูก่อน" ซึ่งเป็นอาการที่เดาได้ว่ายังลังเล

หรือมีอีกกระแสข่าวหนึ่งคือกำลังหาทีมงาน

     ทั้งนี้ นายมีชัยรับปากว่าจะให้คำตอบชัดเจนสิ้นเดือนนี้

      กำหนดเวลาตัดสินใจสิ้นเดือนกันยายน ตรงกับเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กำหนดไว้

เสร็จสิ้นภารกิจประชุมที่สหประชาชาติจะกลับมาแต่งตั้ง กรธ.

ดังนั้นในห้วงเวลาอันกระชั้น และการเอ่ยชื่อผ่านสื่อจากปากนายวิษณุ จึงเชื่อว่าคนที่จะได้นั่งประธาน กรธ. คงไม่ใช่ใครที่ไหน

เขาคนนั้นคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นี่แหละ

ทุกอย่างน่าจะเป็นไปตามนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่านายมีชัยจะมีข้อเสนออื่นที่ดีกว่า

ภารกิจร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ไม่ง่ายไปกว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ

ทั้งนี้ เพราะหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนไม่ผ่านการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เท่ากับว่ามีหลายปมในร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็น "จุดเสี่ยง"

      อาทิ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ หรือ คปป. ซึ่งกลายเป็นชนวนสำคัญในการปลุกให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนคว่ำ

    หัวใจสำคัญของ คปป. คือการยึดโยงอำนาจกับเหล่าทัพ ทำให้ฝ่ายทหารเข้ามาชี้แนวยุทธศาสตร์ และพร้อมจะมีอำนาจเหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้ หากประเทศก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤต

    การตั้ง คปป.จึงเหมือนกับการวางอำนาจกองทัพแทรกเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ

     ตอกย้ำให้ผู้คนเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะ "สืบทอด" อำนาจคณะรัฐประหารให้คงอยู่ต่อไป

อย่างน้อยก็ 5 ปี!

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการกัดเซาะพลังพรรคการเมืองและนักการเมืองให้ผุกร่อนลง อาทิ ลดจำนวนสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่มอำนาจคณะกรรมการที่มาจากการสรรหาให้เหนือกว่าตัวแทนประชาชน ปิดหนทางแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

      แนวคิดตามรัฐธรรมนูญที่บั่นทอนบทบาทของตัวแทนประชาชนนี้ ยังลุกลามไปถึงบทบัญญัติของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

      เป็นบทบัญญัติของกฎหมายพรรคการเมืองที่ต้องการ "ล้างไพ่" 

บังคับให้ทุกพรรคเริ่มต้นจดทะเบียนกันใหม่ 

    เปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองใหม่หรือพรรคการเมืองใหม่เข้ามาสู้พรรคใหญ่เดิมอย่างเสมอภาค

หรือเปิดโอกาสให้นักการเมืองไปตั้งพรรคใหม่กันนั่นเอง

บทบัญญัติดังกล่าว นายวิษณุให้คำนิยามว่า "พิสดาร"

      ทั้งร่างรัฐธรรมนูญที่ออกแบบแล้วโดนตีความว่า ต้องการให้ คสช. "สืบทอดอำนาจ" การควบคุมประเทศได้ต่อไป และการวางบทบัญญัติ "พิสดาร" ไว้เพื่อสกัดพรรคใหญ่เดิม ซึ่งย่อมหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบ

พรรคการเมืองใหญ่และเล็กต่างไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว

นักวิชาการเองก็ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

      ทำให้ "การสืบทอดอำนาจ คสช." การสอดไส้ "อำนาจเบ็ดเสร็จ" ไว้ในรัฐธรรมนูญ และการสกัดพรรคการเมืองและนักการเมืองเดิมเริ่มถูกจับตามอง

     จับตามองว่าจะโผล่เข้ามาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ กรธ.จะร่างขึ้นหรือไม่ 

อย่าลืมว่า ทั้ง "การสืบทอดอำนาจ คสช." รวมถึงการสอดไส้อำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในรัฐธรรมนูญ กลายเป็น "ของเสีย" ในสายตาคนไทยไปแล้ว

เพราะการสืบทอดอำนาจ คสช.และการบรรจุอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น หมายถึงการเดินสวนทางกับประชาธิปไตย

ดังนั้น หาก กรธ.จะดื้อแพ่งดึงดันบรรจุองค์กรเฉกเช่น คปป.ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

หรือ กรธ.จะมีบทบัญญัติพิสดารออกมาเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

โอกาสสุ่มเสี่ยงในช่วงทำประชามติย่อมมีสูง

เสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้ง และเสี่ยงที่จะไม่ผ่านประชามติ 

       ขณะเดียวกัน กระแสโลกที่จับตาการ "คืนความสุข" ให้แก่ประเทศไทยเริ่มมีการแสดงออก

     ในจังหวะที่ คสช.พยายามรักษาความสงบ โดยเริ่มเรียกนักการเมืองที่ออกมาให้สัมภาษณ์เข้าค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติ 

มีนักวิชาการหลายคนได้รับโทรศัพท์ หรือมีทหารไปขอพบเนื่องจากให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมือง

การดำเนินการดังกล่าวเป็นข่าวบ้าง ไม่เป็นข่าวบ้าง

แต่สัมผัสได้ถึงการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

กระทั่งล่าสุดสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์

      แถลงการณ์ฉบับนั้นสรุปได้ว่า ในช่วงเวลาที่ไทยกำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพเสรีภาพในการพูดและการชุมนุม การอภิปรายสาธารณะที่ทำได้อย่างเต็มรูปแบบและเสรีเท่านั้นที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จะสามารถได้ยินได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิรูปและความสมานฉันท์ที่แท้จริง

สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยเชื่อว่า หลักนิติธรรมการปกป้องและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญแก่ความมั่นคงและความก้าวหน้า

และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทางการไทยปฏิบัติตามข้อผูกพันของไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง 

เฉกเช่นเดียวกับการปฏิเสธการผ่อนผันการตรวจสอบการแก้ปัญหาไอยูยูของไทย

เช่นเดียวกับการเขียนบทความของทูตอังกฤษวิจารณ์ประชาธิปไตยไทย 

และเช่นเดียวกับท่าทีของทูตอเมริกาประจำประเทศไทยที่ตอกย้ำเรื่องประชาธิปไตยอย่างไม่รู้เบื่อ

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หาก คสช.ยังยืนยันยุทธศาสตร์ "สืบทอดอำนาจ" และลดอำนาจตัวแทนประชาชนอยู่เหมือนเดิม

คณะกรรมการ กรธ.ชุดนี้คงทำงานด้วยความเหนื่อยยาก

เพราะทั้งการ "สืบทอดอำนาจ" และกฎหมาย "พิสดาร" ที่ต้องการบั่นทอนพลังของพรรคการเมืองนั้นกลายเป็น "ของเสีย" ไปแล้ว

เป็น "ของเสีย" ที่คนในประเทศไทยเองก็เริ่มไม่เอา

และยังเป็น "ของเสีย" ที่โลกเขาไม่ต้องการอีกด้วย

       ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเป็นโจทย์ยาก ยิ่งถ้าต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใส่กลไกตามที่คนโจมตีกันทั่วบ้านเมือง

      ยิ่งเพิ่มภาระหนักให้แก่ กรธ.เข้าไปอีก

      ณ เวลานี้ จึงเป็นอีกห้วงเวลาที่น่าเฝ้ามอง

       มองว่า กรธ.จะร่างรัฐธรรมนูญตอบสนองแนวทางของ คสช.ได้มากหรือน้อยประการใด....

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง คำตอบแห่งเสรีภาพ

คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน

      ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะไม่ใช่กระแสรุนแรงอะไร แต่น้ำเสียงที่ตั้งคำถามต่อโครงการ single gateway จุดชนวนให้เกิดความกังขาอยู่ไม่น้อยต่อทิศทางเสรีภาพประชาชนไทย

      มีการให้ความรู้กันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในโลกออนไลน์ว่า "Single Gateway" เป็นการให้ใช้ช่องทางเดียวในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจากเครือข่ายหนึ่งไปอีกเครือข่ายหนึ่ง

      ที่เป็นเรื่องเป็นราวให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดตั้ง single gateway ตามนโยบายเร่งรัดโครงการสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณ 2558 โดยให้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบภายในเดือนกันยายนนี้

      เมื่อมติ ครม.นี้หลุดออกมาสู่ความรับรู้ของประชาชน

มีการหยิบเรื่องนี้มาพูดถึงในทำนองว่าจะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการใช้อินเตอร์เน็ตของประเทศไทย โดยรัฐบาลจะเป็นผู้เข้ามาควบคุมอย่างเข้มงวด เหมือนที่รัฐบาลจีนและเกาหลีเหนือกระทำ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังเตือนว่าเรื่องดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยชี้ให้เห็นปัญหาที่จะตามมาว่า

จะทำให้อินเตอร์เน็ตช้าลง และหากเกตเวย์ล่มจะล่มหมดทั้งประเทศ เพราะมีเกตเวย์เดียว

ทำผู้ใช้บริการเกตเวย์สามารถดักจับข้อมูลสำคัญของผู้ใช้ได้ง่ายๆ เพราะมีอยู่เจ้าเดียว

ผู้ให้บริการสามารถปิดกั้นข้อมูลที่ผู้ใช้บริการจะเข้าไปค้นหาได้อย่างรวดเร็ว

จะทำให้บริษัทต่างประเทศกังวลในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากความไม่แน่ใจด้านความปลอดภัยของข้อมูล

และที่สำคัญคือ จะเป็นข้อโจมตีว่ารัฐบาลมีแนวโน้มจะบริหารประเทศไปในทิศทางปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน

ในเรื่องนี้ แม้จะยังไม่มีการต่อต้านหรือโจมตีที่รุนแรงมากนัก แต่เริ่มมีการขยายวงการวิพากษ์วิจารณ์ออกไปอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ

จนมีแนวโน้มว่าจะเป็นเหตุให้ภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาโลกเสรีมีปัญหาเรื่องเสรีภาพ

ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ออกมาชี้แจงว่า ยังเป็นแค่แนวคิดของที่ให้ไปศึกษาเพื่อให้เกิดการรวมทรัพย์สินกับขีดความสามารถในการให้บริหารระหว่าง กสท.กับทีโอที ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้บริการ ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ส่วนข้อกังวลว่า หากใช้ซิงเกิลเกตเวย์แล้วเกิดการล้วงข้อมูลขึ้นจะเกิดความเสียหายทั้งประเทศ

"เราต้องระมัดระวังในการทำเรื่องนี้ ต้องมุ่งเน้นการให้บริการประชาชน ไม่ได้เน้นในเรื่องของการเข้าไปควบคุม" พล.อ.อ.ประจินกล่าว

ในเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น เหมือนกับว่าปฏิบัติการในแนวคิดควบคุมเสรีภาพการสื่อสารของประชาชนนั้นไปไกลแล้ว จนใกล้จะถึงจุดที่การใช้เครือข่ายออนไลน์จะถูกควบคุมตรวจสอบอย่างเข้มงวด และปิดกั้นในสิ่งที่รัฐบาลเห็นว่าจะกระทบกับความมั่นคงอย่างจริงจัง โดยไม่ห่วงผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา

แต่ที่ พล.อ.อ.ประจินชี้แจง เหมือนกับเป็นคนละเรื่องกับความวิตกกังวล

เป็นแค่เรื่องรัฐบาลกำลังทดลองหาวิธีการทำให้บริการอินเตอร์เน็ตมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เหมือนกับว่า รัฐบาลห่วงใจเสรีภาพของประชาชนเสมอ

ไม่ได้เป็นเหมือนรัฐบาลเกาหลีเหนืออย่างที่โจมตีกัน....