OPTOCE ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ


OPTOCE ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ นำเสนอแนวทางรับมือขยะพลาสติกและการปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์
เอเชีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายสูงที่สุดในโลก กำลังเป็นที่จับตาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตทางอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึงอย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการใช้พลาสติกสูงที่สุดในโลกและเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ถึง 2ใน 3 ของการผลิตทั่วโลก ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมนี้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม 
ด้วยเหตุนี้ แนวทางปฏิบัติเพื่อเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดการปล่อยคาร์บอนจึงจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนจากแบบแผนการผลิตและการบริโภคแบบดั้งเดิม ไปสู่การปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจที่สามารถปกป้องโลกไปพร้อมกัน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้แทนภาครัฐ ผู้นำภาคอุตสาหกรรม องค์การระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญ จึงมาร่วมงานสัมมนา ที่กรุงเทพฯ ในหัวข้อ 'Scaling Circular Solutions: From Pilots to Policy in Asia' หรือ'การขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียน : จากโครงการนำร่องสู่นโยบายในทวีปเอเชีย' ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งนอร์เวย์ (SINTEF) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
งานในครั้งนี้เป็นการขยายผลต่อจากสองโครงการเรือธง ได้แก่โครงการการจัดการพลาสติกในมหาสมุทรให้กลายเป็นโอกาสในเศรษฐกิจหมุนเวียน (OPTOCE)ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และโครงการการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย(Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดา (ECCC) และดำเนินงานโดย UNIDO

ในงานมีการนำเสนอผลสำเร็จจากโครงการนำร่อง OPTOCE ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้กระบวนการเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ซึ่งช่วยลดทั้งขยะพลาสติกและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
เวทีสัมมนายังได้นำเสนอผลลัพธ์จากโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการระหว่างนวัตกรรม นโยบาย และกลไกทางการเงินช่วยขับเคลื่อนการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนได้
นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงก้าวต่อไปที่สำคัญอย่างการขยายผลโครงการนำร่องที่มีประสิทธิภาพไปสู่กลยุทธ์ระดับชาติที่ช่วยลดขยะพลาสติก ลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและปล่อยคาร์บอนต่ำ การพูดคุยภายในงานครอบคลุมประเด็นเรื่องกลไกเชิงนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง เช่น กรอบการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต(EPR) และเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยคาร์บอน

ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสำรวจแนวทางปฏิบัติที่พร้อมสำหรับการลงทุนเพื่อขยายผลโครงการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร ตอกย้ำว่าแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การลงทุนทั้งนี้ จากความท้าทายในการดำเนินนโยบายเหล่านี้ระหว่างประเทศงานสัมมนาจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค และการสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนซึ่งจะช่วยขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง
นางอัสตริด เอมีเลีย เฮลเล (H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงานว่า "นอร์เวย์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริงและอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ในการรับมือวิกฤตพลาสติกและสภาพภูมิอากาศ โครงการ OPTOCE ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากมีพันธมิตรที่เหมาะสมเราสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาส อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จนี้ขยายผลไปทั่วเอเชีย"

ดร.คอเร เฮลเก คาร์สเตนเซน (Dr. Kåre Helge Karstensen)หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้จัดการโครงการ OPTOCE กล่าวในงานสัมมนาว่า “จากโครงการ OPTOCE เราได้พิสูจน์แล้วว่าการนำพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์นั้น ไม่เพียงแต่จะทำได้จริง แต่ยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราต้องทำต่อคือขยายผลจากโครงการนำร่องสู่การนำไปใช้เป็นนโยบาย ขั้นตอนสำคัญคือการนำไปเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติและสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อให้เอเชียเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาพลาสติกและลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม”
นายบรูโน ฟ็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทรี อีโคไซเคิลจำกัดกล่าวว่า "อินทรี อีโคไซเคิลได้ดำเนินโครงการรื้อร่อนบ่อขยะในประเทศไทยเพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะหรือ RDFมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วจากการศึกษาพบว่าขยะที่ถูกทิ้งส่วนใหญ่เป็นพลาสติกมูลค่าต่ำ และขยะเหล่านี้มักจะรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำและทะเล การนำขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาแปลงเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยให้เราลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกันยังช่วยลดปัญหาบ่อขยะล้นและช่วยป้องกันไม่ให้พลาสติกไหลลงสู่ทะเล เรามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่อไปและยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”

นางสาวปิง กิดนิกร (H.E. Ms. Ping Kitnikone) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทยกล่าวว่า “แคนาดา เดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างเส้นทางพัฒนาที่ยั่งยืน เรารับทราบว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างความพร้อมรับมือ และการสร้างอนาคตสีเขียว จำเป็นต้องอาศัยแนวทางแก้ไขในระดับโลก เราต้องการพันธมิตรที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในระยะยาว จะช่วยให้เราสามารถปรับระบบการทำงานต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนอย่างแท้จริง”
การสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันที่กรุงฮานอยในเดือนตุลาคม เพื่อให้ข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติและการเจรจาระหว่างประเทศ รวมถึงการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่กำลังดำเนินอยู่
ทั้งนี้ งานครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของUNIDO ในการลดคาร์บอนทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถ และสร้างความตระหนักรู้เรื่องการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม
รชา อับดราบู (Rasha Abdrabu)ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) กล่าวสรุปว่า "เราจำเป็นต้องเร่งการดำเนินงานและร่วมมือกันสร้างแนวร่วมเพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อขยายผลให้เกิดการลงทุนในวงกว้างสำหรับการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรม”
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:
เว็บไซต์ https://optoce.no/และ https://www.sintef.no/en/
หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ
โครงการ OPTOCEที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ และดำเนินการโดย SINTEF ได้นำร่องการใช้กระบวนการเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้วิธีดังกล่าวใช้เชื้อเพลิงทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกไปสู่หลุมฝังกลบและแหล่งน้ำ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลสำเร็จจากโครงการนำร่องOPTOCE ได้แก่
โครงการการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย (Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand)ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดา (ECCC) และดำเนินการโดย UNIDO มุ่งเน้นการส่งเสริมการลดคาร์บอนในภาคปูนซีเมนต์และคอนกรีต UNIDO ประสานงานระหว่างภาครัฐ อุตสาหกรรม และผู้ร่วมทุนเพื่อพัฒนากลยุทธ์และแนวทางการลดคาร์บอนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero และเปิดทางสู่การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในภาคส่วนนี้ โครงการมีการดำเนินงาน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ นโยบาย นวัตกรรม การลงทุนและการสาธิตเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติ และการแลกเปลี่ยนความรู้โดยดำเนินงานดังต่อไปนี้
