กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดโผ GI ในกลุ่มเครื่องปั้น-จักสาน-ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างเม็ดเงินทะลุ 440 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งต่ออัตลักษณ์ชุมชนระดับพรีเมียม ครองใจตลาดโลก

Category: พาณิชย์
Published on Sunday, 26 April 2026 06:37
Hits: 840
LINE it!
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดโผ GI ในกลุ่มเครื่องปั้น-จักสาน-ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างเม็ดเงินทะลุ 440 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งต่ออัตลักษณ์ชุมชนระดับพรีเมียม ครองใจตลาดโลก
0 Share

GIเครื่องปั้น จักสานกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดโผ GI ในกลุ่มเครื่องปั้น-จักสาน-ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างเม็ดเงินทะลุ 440 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งต่ออัตลักษณ์ชุมชนระดับพรีเมียม ครองใจตลาดโลก
      กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยปัจจุบันสินค้าในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ทั้งสิ้น 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วไทย สามารถสร้างมูลค่าตลาดรวม 440 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งสถิติดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาของผู้คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่า มาตรฐาน คุณภาพ และความมีชื่อเสียงของสินค้า GI ไทย ที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ
      นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมิติ SMEs Plus ที่มุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI
      โดยสินค้า GI นั้นมีจุดเด่นที่คุณภาพและอัตลักษณ์เฉพาะซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้า GI มีความโดดเด่นแตกต่าง ประกอบกับการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มข้น จึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
      ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ทั้งสิ้น 256 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและการแปรรูปจากสินค้าเกษตรรวมกว่า 210 รายการ สินค้าในกลุ่มที่เหลือมีหลากหลายประเภท เช่น สิ่งทอ เครื่องปั้น เครื่องจักสาน ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งล้วนมีความน่าสนใจและเป็น Soft Power ของไทยที่นานาชาติให้การยอมรับ ทั้งนี้ สินค้า GI ในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) ที่สร้างมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 มีดังนี้
      อันดับที่ 1 กระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันกระจูดพัทลุงมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท/ชิ้น เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 200 บาท/ชิ้น กระจูดพัทลุงผลิตในพื้นที่จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสภาพน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบลากูนและภูมิอากาศที่มีฤดูฝนถึง 2 ช่วง ช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม และช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน ทำให้มีความชุ่มชื้นตลอดปี เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นกระจูด เมื่อนำมาผลิตเป็นเส้นตอกกระจูด จึงมีความเหนียว ไม่เปราะ ไม่แตก และมีขนาดสม่ำเสมอ
      นอกจากนี้ ดินเหนียวขาวในพื้นที่ยังช่วยให้กระจูดมีความมันวาว และยืดหยุ่นได้ดี ทำให้กระจูดมีคุณภาพสูง สามารถทำผลิตภัณฑ์จักสานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารของตกแต่ง และของที่ระลึก ที่ผ่านกระบวนการออกแบบจักสานและตกแต่งให้ออกมาเป็นสินค้าที่สวยงามหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวพัทลุง
      อันดับที่ 2 นิลเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 90 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 500-50,000 บาท นิลเมืองกาญจน์เป็นแร่อัญมณีสีดำสนิท ทึบแสง เนื้อแน่นเนียนมีน้ำหนัก และทนทานต่อการขูดขีดได้มาก ขุดพบได้ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่เป็นที่ราบเชิงเขา สลับเนินเขาเตี้ย และมีปล่องภูเขาไฟซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกระทะที่มีแนวภูเขาอยู่รอบนอก จึงมีการขุดพบแร่รัตนชาติต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะนิลที่มีคุณภาพสูงอันเป็นเอกลักษณ์ นำมาผ่านกระบวนการเจียระไน การเจียเงา และการผลิตออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบของเครื่องประดับและของใช้ เช่น แหวน สร้อยคอ กระเป๋า และงานประติมากรรม เช่น วัตถุมงคล และองค์เทพเจ้าต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม
      อันดับที่ 3 เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาท ในปี 2568 มีราคาจำหน่ายปลีกได้ถึง 2,500 บาท/กิโลกรัม โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,000 บาท/กิโลกรัม เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานเป็นเส้นไหมดิบคุณภาพดีที่ผ่านการสาวด้วยมือ ผลิตจากตัวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่เลี้ยงโดยใบหม่อนที่ปลูกขึ้นเองในพื้นที่ 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่
      กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีสีเหลืองทอง ความนุ่มนวล ความเหนียว และความสม่ำเสมอ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานสะท้อนถึงวัฒนธรรมการนุ่งห่มผ้าไหมของชาวอีสาน ทำให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าที่ทอจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานจึงมีความสวยงาม สวมใส่เย็นสบาย และทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก
      อันดับที่ 4 ดินสอพองลพบุรี สร้างมูลค่าตลาดกว่า 25 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันมีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่กิโลกรัมละ 6 บาท ดินสอพองลพบุรี ใช้วัตถุดิบจากแหล่งดินมาร์ลในเขตพื้นที่ตำบลท่าแค ตำบลกกโก และตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก
      โดยชุดดินที่พบมากที่สุดในพื้นที่ คือ ชุดดินลพบุรี และชุดดินตาคลี ซึ่งเป็นชุดดินที่มีค่าความเป็นด่างปานกลางถึงด่างจัด เมื่อขุดลงไปในระดับที่เหมาะสม จะพบดินมาร์ลที่มีเนื้อสีขาวละเอียด ประกอบกับการมีที่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก ทำให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการผลิตดินสอพอง จังหวัดลพบุรีจึงเป็นแหล่งที่พบดินมาร์ลคุณภาพดี มีลักษณะค่อนข้างร่วนและเปราะ มีค่าแคลเซียมคาร์บอเนตอยู่ในระดับสูง เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตตามภูมิปัญญาของชาวลพบุรีที่เริ่มจากการร่อน ผสมน้ำ กรองให้ละเอียด แล้วทำให้แห้ง เกิดเป็นสินค้าดินสอพองลพบุรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการจัดจำหน่ายทั้งแบบก้อนและแบบผง และสามารถผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี
       อันดับที่ 5 หินอ่อนพรานกระต่าย สร้างมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท ในปี 2568 มีราคาจำหน่ายแตกต่างตามประเภท ได้แก่ แบบก้อน 10,000-12,000 บาท/ลูกบาศก์เมตร แบบแปรรูปจากโรงงาน 600-3,000 บาท/ตารางเมตร และสินค้าหัตถกรรม 100-450,000 บาท/ชิ้น โดยผลิตจากหินอ่อนคุณภาพดีจากจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีพื้นที่ทางทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนลาดลงมาทางทิศตะวันออก พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับที่ราบ และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ประกอบด้วยหินหลายชนิด ตั้งแต่หินตะกอน หินแปร หินอัคนี และตะกอนร่วน
       โดยแหล่งหินอ่อนอำเภอพรานกระต่ายจะเป็นแนวเขาพาดอยู่ในทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ – ตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่เขาสว่างอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขายอดแหลมและมีความลาดชันมาก ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้หินอ่อนพรานกระต่ายที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรมีเมล็ดผลึกแร่ละเอียด คงทนแข็งแรง นำมาขัดเงาและแกะสลักได้ดี และมีสีสันหลากหลาย โดยเฉพาะหินอ่อนพรานกระต่ายสีชมพูที่พบเพียงแหล่งเดียวในประเทศไทย นิยมนำมาใช้ก่อสร้างและทำถนน รวมถึงพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือชุดโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น
      อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า มูลค่าการตลาดของสินค้าเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า สินค้า GI ไม่เพียงเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมฯ จะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้า ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ ทั้งการสร้างแบรนด์และการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ GI ไทยให้เข้าถึงง่าย โดนใจผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อขยายโอกาสในตลาดสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน กรมฯ จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนสินค้า GI ของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับของดีมีคุณภาพจากแหล่งผลิตที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของคนไทย สร้างรายได้สู่ชุมชนในระยะยาว

5อันดับสินค้าGI​เปิด 5 อันดับสินค้า GI กลุ่มเครื่องปั้น จักสาน ทำเงินสูงสุด กระจูดพัทลุงแชมป์
      กรมทรัพย์สินทางปัญญาสำรวจสินค้า GI กลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ พบมี 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างมูลค่าการตลาดในปี 68 ถึง 440 ล้านบาท โดย5 อันดับทำเงินสูงสุด พบกระจูดพัทลุงครองแชมป์ ตามด้วยนิลเมืองกาญจน์ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ดินสอพองลพบุรี และหินอ่อนพรานกระต่าย
      นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการสำรวจสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) จำนวน 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า สามารถสร้างมูลค่าการตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 440 ล้านบาท โดยมี 5 อันดับที่สร้างมูลค่าสูงสุด ได้แก่ กระจูดพัทลุง นิลเมืองกาญจน์ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ดินสอพองลพบุรี และหินอ่อนพรานกระต่าย
      โดยกระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาทต่อชิ้น เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 200 บาทต่อชิ้น ผลิตในพื้นที่จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสภาพน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบลากูนและภูมิอากาศที่มีฤดูฝนถึง 2 ช่วง ช่วงเดือน ต.ค.-ม.ค. และช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. ทำให้มีความชุ่มชื้นตลอดปี เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นกระจูด

       เมื่อนำมาผลิตเป็นเส้นตอกกระจูด จึงมีความเหนียว ไม่เปราะ ไม่แตก และมีขนาดสม่ำเสมอ และดินเหนียวขาวในพื้นที่ยังช่วยให้กระจูดมีความมันวาว และยืดหยุ่นได้ดี ทำให้กระจูดมีคุณภาพสูง สามารถทำผลิตภัณฑ์จักสานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารของตกแต่ง และของที่ระลึก ที่ผ่านกระบวนการออกแบบจักสานและตกแต่งให้ออกมาเป็นสินค้าที่สวยงามหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวพัทลุง
      อันดับที่ 2 นิลเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 90 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 500-50,000 บาท โดยนิลเมืองกาญจน์เป็นแร่อัญมณีสีดำสนิท ทึบแสง เนื้อแน่นเนียน มีน้ำหนัก และทนทานต่อการขูดขีดได้มาก ขุดพบได้ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่เป็นที่ราบเชิงเขา สลับเนินเขาเตี้ย และมีปล่องภูเขาไฟซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกระทะที่มีแนวภูเขาอยู่รอบนอก จึงมีการขุดพบแร่รัตนชาติต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะนิลที่มีคุณภาพสูงอันเป็นเอกลักษณ์ นำมาผ่านกระบวนการเจียระไน การเจียเงา และการผลิตออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบของเครื่องประดับและของใช้ เช่น แหวน สร้อยคอ กระเป๋า และงานประติมากรรม เช่น วัตถุมงคล และองค์เทพเจ้าต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม
        อันดับที่ 3 เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายปลีกได้ถึง 2,500 บาทต่อกิโลกรัม มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานเป็นเส้นไหมดิบคุณภาพดีที่ผ่านการสาวด้วยมือ ผลิตจากตัวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่เลี้ยงโดยใบหม่อนที่ปลูกขึ้นเองในพื้นที่ 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่
       กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีสีเหลืองทอง ความนุ่มนวล ความเหนียว และความสม่ำเสมอ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานสะท้อนถึงวัฒนธรรมการนุ่งห่มผ้าไหมของชาวอีสาน ทำให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าที่ทอจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานจึงมีความสวยงาม สวมใส่เย็นสบาย และทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก
       อันดับที่ 4 ดินสอพองลพบุรี สร้างมูลค่าตลาดกว่า 25 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่กิโลกรัมละ 6 บาท โดยดินสอพองลพบุรีใช้วัตถุดิบจากแหล่งดินมาร์ลในเขตพื้นที่ตำบลท่าแค ตำบลกกโก และตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยชุดดินที่พบมากที่สุดในพื้นที่ คือ ชุดดินลพบุรี และชุดดินตาคลี ซึ่งเป็นชุดดินที่มีค่าความเป็นด่างปานกลางถึงด่างจัด เมื่อขุดลงไปในระดับที่เหมาะสม จะพบดินมาร์ลที่มีเนื้อสีขาวละเอียด
       ประกอบกับการมีที่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก ทำให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการผลิตดินสอพอง จังหวัดลพบุรีจึงเป็นแหล่งที่พบดินมาร์ลคุณภาพดี มีลักษณะค่อนข้างร่วนและเปราะ มีค่าแคลเซียมคาร์บอเนตอยู่ในระดับสูง เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตตามภูมิปัญญาของชาวลพบุรีที่เริ่มจากการร่อน ผสมน้ำ กรองให้ละเอียดแล้วทำให้แห้ง เกิดเป็นสินค้าดินสอพองลพบุรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการจัดจำหน่ายทั้งแบบก้อนและแบบผง และสามารถผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี
       อันดับที่ 5 หินอ่อนพรานกระต่าย สร้างมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายแตกต่างตามประเภท ได้แก่ แบบก้อน 10,000-12,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แบบแปรรูปจากโรงงาน 600-3,000 บาทต่อตารางเมตร และสินค้าหัตถกรรม 100-450,000 บาทต่อชิ้น โดยผลิตจากหินอ่อนคุณภาพดีจากจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีพื้นที่ทางทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนลาดลงมาทางทิศตะวันออก พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับที่ราบ และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ประกอบด้วยหินหลายชนิด ตั้งแต่หินตะกอน หินแปร หินอัคนี และตะกอนร่วน
       โดยแหล่งหินอ่อนอำเภอพรานกระต่ายจะเป็นแนวเขาพาดอยู่ในทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่เขาสว่างอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขายอดแหลมและมีความลาดชันมาก ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้หินอ่อนพรานกระต่ายที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรมีเมล็ดผลึกแร่ละเอียด คงทนแข็งแรง นำมาขัดเงาและแกะสลักได้ดี และมีสีสันหลากหลาย โดยเฉพาะหินอ่อนพรานกระต่ายสีชมพูที่พบเพียงแหล่งเดียวในประเทศไทย นิยมนำมาใช้ก่อสร้างและทำถนน รวมถึงพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือชุดโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น
       “มูลค่าการตลาดของสินค้าเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้า GI ไม่เพียงเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมจะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้า ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่าง ๆ ทั้งการสร้างแบรนด์และการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ GI ไทยให้เข้าถึงง่าย โดนใจผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อขยายโอกาสในตลาดสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อและ และกรมขอใช้โอกาสนี้ เชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนสินค้า GI ของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับของดีมีคุณภาพจากแหล่งผลิตที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของคนไทย สร้างรายได้สู่ชุมชนในระยะยาวด้วย”นางอรมนกล่าว
        สำหรับ การขับเคลื่อนสินค้า GI ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมิติ SME Plus ที่มุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเข้มแข็งให้ SME ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI
       โดยสินค้า GI มีจุดเด่นที่คุณภาพและอัตลักษณ์เฉพาะซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้า GI มีความโดดเด่นแตกต่าง ประกอบกับการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มข้น จึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ทั้งสิ้น 256 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและการแปรรูปจากสินค้าเกษตรรวมกว่า 210 รายการ

 

Click Donate Support Web 

GSB720x100pxใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100