4 โบรกฯ ฟันธง! PHAT อนาคตไกล ชูขยายกำลังผลิตรับ Peak Season ต่อยอด New S-Curve CPKO เพิ่มมาร์จิ้น ดันกำไรโตยาว เคาะราคาเป้าหมายสูงสุดถึง 3.02 บ./หุ้น

Category: บริษัทจดทะเบียน
Published on Friday, 17 July 2026 11:13
Hits: 310

 

4 โบรกฯ ฟันธง! PHAT อนาคตไกล ชูขยายกำลังผลิตรับ Peak Season ต่อยอด New S-Curve CPKO เพิ่มมาร์จิ้น ดันกำไรโตยาว เคาะราคาเป้าหมายสูงสุดถึง 3.02 บ./หุ้น

 

7295 PHAT

 

          4 โบรกเกอร์ ประสานเสียงประเมินหุ้น IPO น้องใหม่ “PHAT” พื้นฐานแกร่ง! เคาะกรอบราคาเป้าหมาย 2.90 - 3.02 บาทต่อหุ้น พร้อมตอกย้ำศักยภาพการเติบโต กำไรปี 2569-71 พุ่งโดดเด่น โชว์จุดแข็งเจาะตลาดส่งออก ขยายกำลังผลิตกว่าร้อยละ 50 รับ Peak Season หนุนกำไรปี 2569 ทันที และยังชูโรงธุรกิจสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) สร้าง New S-Curve หนุนมาร์จิ้นสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดเพิ่มรายได้กว่า 800 ล้านบาทต่อปี ดันผลงานเติบโตแบบก้าวกระโดด สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนต่อเส้นทางการเติบโตระยะยาว

          บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากปาล์มในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ก่อตั้งโดย นายสมนึก จันทวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมากว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการให้บริการคำปรึกษาด้านการออกแบบและก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบในภาคใต้อย่างครบวงจร ทำให้เข้าใจโครงสร้างและกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบในทุกมิติ และสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างลึกซึ้ง ก่อนต่อยอดสร้างโรงงานของตนเองขึ้นในปี 2560 ในฐานะ “เจ้าของกิจการกลางน้ำ” รับผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) คุณภาพสูง ด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้มาตรฐานสากลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบควบคุมคุณภาพเข้มงวดตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการจัดจำหน่าย ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

          โดย PHAT มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) จำนวนไม่เกิน 130 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นร้อยละ 27.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในหมวดอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ภายในปี 2569

          การระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำไปใช้ 1. ก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม (CPKO) เพื่อขยายสู่ธุรกิจผลิตน้ำมันเมล็ดในปาล์มซึ่งมีมูลค่าเพิ่มและอัตรากำไรสูงกว่าน้ำมันปาล์มดิบ สร้าง New S-Curve ของบริษัท รวมถึงลงทุนในโครงการ Biogas ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของโรงงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 2. เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

          พร้อมกันนี้ กลุ่มครอบครัวผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทได้สมัครใจที่จะไม่ขายหุ้นและลงนามในสัญญาข้อจำกัดการโอนหุ้นสำหรับผู้ถือหุ้น (Voluntary IPO Lock Up) โดยจะไม่ขายหุ้นที่ตนถือเป็นส่วนเพิ่มเติมจากหุ้นส่วนที่ถูกสั่งห้ามขายหุ้นตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่หุ้นของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งผลให้มีจำนวนหุ้นเดิมที่ถูกห้ามซื้อขายตามเกณฑ์ Silent Period และ Voluntary IPO Lock Up จำนวน 330,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 70.00 ของทุนชำระแล้วหลังจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้

          ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก 4 บริษัทหลักทรัพย์ ได้จัดทำรายงานบทวิเคราะห์และประเมินราคาเหมาะสมของหุ้น PHAT อยู่ในช่วง 2.90 - 3.02 บาทต่อหุ้น ดังนี้ 

          1.บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์ประเมินราคาเป้าหมายที่เหมาะสมของหุ้นบริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT อยู่ที่ 3.02 บาท โดยมองว่า PHAT มีความน่าสนใจจากจุดแข็งของทีมผู้บริหารที่มากประสบการณ์ กลยุทธ์เจาะตลาดส่งออกที่สร้างความแตกต่าง ความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและต้นทุน รวมถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

          โดยคาดกำไรปี 2569-71 เติบโตเฉลี่ย 16% (CAGR) หนุนจากการขยายตลาดส่งออกและกำลังการผลิต โดยประเมินกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 184 ล้านบาท ในปี 2569 สู่ระดับ 248 ล้านบาท ในปี 2571 ขับเคลื่อนจากการรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ผสานกับการขยายกำลังการผลิตเป็น 90 ตัน/ชม. ที่จะเริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะช่วยผลักดันปริมาณขาย CPO สู่ระดับ 90,000 ตันในปี 2569 และทะยานแตะ 100,000 ตันในปี 2571 

          นอกจากนี้ บริษัทยังมี New S-Curve จากธุรกิจใหม่ โรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการ (COD) ในไตรมาส 3/2570 ซึ่งจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มราว 800 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) และอัตราการสกัด (OER) ที่ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยับจาก 8.13% ในปี 2568 ขึ้นเป็น 8.86% ในปี 2571 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในช่วง 3 ปีข้างหน้ายังคงแข็งแกร่งในระดับ 27-35% แม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 39.23% ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากการขยายฐานทุนภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO

          สำหรับแผนสร้างโครงการโรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ซึ่งปัจจุบันเป็นโครงการภายใต้การศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อต่อยอดมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเมล็ดในปาล์มที่บริษัทมีอยู่แล้วในกระบวนการผลิตเดิม โดยโครงการนี้จะช่วยเพิ่ม Margin จากการเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้นให้เป็นน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบที่มีมูลค่าสูงขึ้น 

          2.บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเป้าหมายของ PHAT ปี 2570 ที่ 3.00 บาท โดยอิง PER เป้าหมายที่ 6.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มเกษตรของไทยและบริษัทผลิต CPO ในภูมิภาค (อินโดนีเซีย) ในช่วงปี 2569-70 

          พร้อมประเมินกำไรสุทธิปี 2568-71 เติบโตเฉลี่ย 32% (CAGR) โดยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 250 ล้านบาทในปี 2571 จาก 109 ล้านบาทในปี 2568 และประเมินว่าบริษัทจะสามารถสร้างรายได้สู่สถิติใหม่ที่ 4.1 พันล้านบาทในปี 2571 เทียบกับ 2.4 พันล้านบาทเมื่อปี 2568 (สะท้อน 3-year CAGR ที่ 20%) ตามปริมาณขาย CPO และ PK ที่สูงขึ้นตามกำลังการผลิตใหม่ รวมถึงอุปสงค์การส่งออกที่สูงขึ้น 

          นอกจากนี้ ยังประเมินว่าบริษัทจะมี GPM ที่อยู่ในช่วง 8.2-9.0% ในปี 2569-71 เทียบกับ 8.1% ในปี 2568 ซึ่งมีแรงหนุนจาก economies of scale ที่สูงขึ้นจากฐานรายได้ที่กว้างขึ้น รวมทั้งประเมินว่าอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A-to-revenue ratio) จะลดลงอยู่ในช่วง 2.7-2.9% ในปี 2569-71 จาก 3.0% ในปี 2568

          3.บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเป้าหมายของ PHAT ที่ 3.00 บาทต่อหุ้น โดยคาดกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 66% เป็น 181 ล้านบาทในปี 2569 และเติบโตต่ออีก 30% สู่ระดับ 236 ล้านบาทในปี 2570 

          โดยปัจจัยที่ช่วยสร้างกำไรให้เติบโต ได้แก่ ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น จากการบุกตลาดส่งออกที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น จาก 8.1% ในปี 2568 เป็นประมาณ 8.3 - 8.6% ในช่วงปี 2569-2570 โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากการประหยัดต่อขนาดหลังเพิ่มกำลังการผลิต และรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่มีเสถียรภาพและมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจสกัดน้ำมันจากผลปาล์ม (CPO) และ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (BOI) บัตรส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ (ม.ค. 2568) ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 100% เป็นเวลา 5 ปี ทำให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทจะได้รับแรงหนุนโดยตรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ไม่มี BOI

          ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินปัจจัยที่น่าสนใจในการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย การขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 50% เป็น 90 ตันทะลายปาล์มสดต่อชั่วโมง เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตและเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ช่วงผลผลิตปาล์มสูงสุด (Peak Season) ในไตรมาส 3 ปี 2569, การเดินหน้ารุกตลาดส่งออกเพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่, แผนการต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน, การยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล และการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 

          4.บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินราคาเหมาะสมที่ 2.90 บาท โดยเชื่อว่า PHAT จะสามารถ outperform อุตสาหกรรม เพราะมีปัจจัยหนุนจากโมเมนตัมกำไร ปี 2568-71 ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัทจากฐานธุรกิจที่ยังมีขนาดเล็ก แผนการขยายกำลังการผลิตที่ชัดเจน และโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออก CPO ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของประเทศ

          ทั้งนี้ บริษัทได้มีการขยายช่องทางการขายต่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสและความมั่นคงทางรายได้ โดยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2568 บริษัทได้เริ่มทำการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ไปยังประเทศอินเดีย ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ไปยังต่างประเทศจำนวน 210 ล้านบาท และ 257 ล้านบาท หรือคิดเป็น 38% และ 40% ของรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2568 ตามลำดับ

          พร้อมคาดว่า PHAT จะมีรายได้เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 12% และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4% ในปี 2568-71 เนื่องจากเป็นประมาณการเชิงอนุรักษ์นิยม (Conservative) และ ไม่รวมรายได้ CPKO โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนให้บริษัทมีกำไรเติบโต คือการดำเนินการขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม โดยประเมินว่ากลุ่มบริษัทจะเริ่มรับรู้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 หลังการติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 30 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง โดยคาดว่ากำลังการผลิตรวมจะอยู่ที่ 540,000 ตันผลปาล์มสดต่อปี เพิ่มขึ้น 108,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปี 2570 ประเมินว่ากำลังการผลิตรวมจะเพิ่มเป็น 648,000 ตันผลปาล์มสดต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน เนื่องจากการรับรู้กำลังการผลิตเต็มปี

 

 

7295

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100