ขอความเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. ....
ขอความเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. .... และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป รวมทั้งมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ว่าด้วยบริษัทจำกัด รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริษัทจำกัดสามารถออกหุ้นกู้ เสนอขายหุ้นแก่ประชาชน เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของถือหุ้นของตนเองเพื่อการจัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการหรือพนักงานของบริษัทหรือนักลงทุน รวมถึง การแปลงหุ้นบุริมสิทธิให้เป็นหุ้นสามัญ ตลอดจนหักหนี้แทนการชำระค่าหุ้นได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. หลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ เป็นการดำเนินการตรากฎหมายใหม่ เพื่อเป็นกลไกเพิ่มเติมในการส่งเสริม ให้ความช่วยเหลือและพัฒนาการดำเนินธุรกิจสตาร์ตอัป เนื่องจากธุรกิจสตาร์ตอัปมีบทบาทสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนมีส่วนช่วยยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม แต่การประกอบธุรกิจสตาร์ตอัปในประเทศไทยยังประสบปัญหาและอุปสรรคหลายประการโดยเฉพาะข้อจำกัดทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทจำกัด เช่น 1) การยังไม่รองรับให้บริษัทจำกัดสามารถออกหุ้นกู้ 2) การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน 3) การเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น หรือเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองเพื่อการจัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการหรือพนักงานของบริษัทหรือนักลงทุน (Employee Stock Option Plan: ESOP) 4) การแปลงหุ้นบุริมสิทธิให้เป็นหุ้นสามัญ 5) การทยอยให้หุ้น (Vesting) และ 6) การหักหนี้แทนการชำระค่าหุ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการประกอบธุรกิจและการระดมทุนสมัยใหม่ นอกจากนี้ ธุรกิจสตาร์ตอัปจำนวนมากยังประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนการมีแรงงานผู้มีความสามารถหรือทักษะสูง การได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และการเข้าถึงเครือข่ายความร่วมมือ ตลอดจนขาดหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป ทำให้ธุรกิจสตาร์ตอัปไทยไม่สามารถเติบโตและแข่งขันในระดับนานาชาติได้เท่าที่ควร
ดังนั้น เพื่อเป็นการขจัดปัญหาและอุปสรรคในการประกอบธุรกิจและการระดมทุนของธุรกิจสตาร์ตอัป ปรับปรุงและยกระดับโครงสร้างทางกฎหมายให้สอดคล้องกับแนวทางการประกอบธุรกิจเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินกิจการ และเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจสตาร์ตอัปในประเทศไทย อันเป็นการเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยกระดับศักยภาพสตาร์ตอัปไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล รวมทั้งเพื่อให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสตาร์ตอัปมีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน อันเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. .... ขึ้น ประกอบด้วย 55 มาตรา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการส่งเสริมให้ความช่วยเหลือ และพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป โดยมีหลักการที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
รายละเอียด |
|
|
1. กำหนดลักษณะของธุรกิจสตาร์ตอัป |
• กำหนดให้ธุรกิจสตาร์ตอัปมีลักษณะ 4 ประการ ดังนี้ 1) เป็นบริษัทจำกัดที่มีระยะเวลาตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งจนถึงวันที่ยื่นแบบคำรับรองเป็นบริษัทสตาร์ตอัปไม่เกิน 10 ปี 2) มีรายได้ต่อปีโดยเฉลี่ยจากรายได้ย้อนหลัง 3 ปีติดต่อกันไม่เกิน 300 ล้านบาท (สามารถออกกฎกระทรวงเพื่อปรับเพิ่มจำนวนรายได้ดังกล่าวได้) 3) ไม่เคยจ่ายเงินปันผล 4) ไม่เป็นบริษัทจำกัดที่มีบริษัทอื่นถือหุ้นในลักษณะควบคุมกิจการ ทั้งนี้ ต้องยื่นแบบขอรับรองตนเอง (self-declaration) ว่ามีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนดต่อสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ |
|
|
2. กำหนดสิทธิและประโยชน์ของบริษัทสตาร์ตอัป |
• บริษัทสตาร์ตอัปได้รับสิทธิและประโยชน์ในด้านเงินทุน โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อาจให้เงินทุนได้หลากหลายรูปแบบและอาจให้กู้ยืมเงิน ถือหุ้นหรือร่วมทุนกับบริษัทสตาร์ตอัปและจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนได้ โดยรายได้ที่ได้มาจากการให้กู้ยืมหรือร่วมลงทุน ดังกล่าวไม่ต้องนำเงินส่งคลัง แต่ให้นำมาใช้ในการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปตาม ร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่งบประมาณ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 • บริษัทสตาร์ตอัปได้รับสิทธิและประโยชน์ดังต่อไปนี้เพิ่มเติม เป็นเวลา 5 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. การยกเว้นไม่ใช้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นแก่นหลักของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มีจุดประสงค์ปลดล็อคข้อจำกัดทางกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ 1) มาตรา 1102 และมาตรา 1229 (ห้ามมิให้บริษัทจำกัดเสนอขายหุ้นต่อประชาชนและออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน) โดยกำหนดให้บริษัทสตาร์ตอัป (ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด) สามารถเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ซึ่งรวมถึงการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าการเสนอขายหุ้นนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และการเสนอขายหุ้นนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนกำหนด 2) มาตรา 1119 วรรคสอง [การใช้เงินค่าหุ้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทไม่ได้ (กฎหมายบริษัทจำกัดไม่อนุญาตให้มีการแปลงหนี้เป็นทุนโดยตรงได้)] โดยเมื่อบริษัทสตาร์ตอัปเพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นให้นักลงทุน หากนักลงทุนเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทตามข้อตกลงการลงทุนและหนี้นั้นมีอยู่ก่อนได้รับมติพิเศษ นักลงทุนสามารถแปลงหนี้เป็นทุนโดยหักหนี้กับบริษัทแทนการชำระค่าหุ้นได้ 3) มาตรา 1142 (การห้ามแปลงหุ้นบุริมสิทธิให้เป็นหุ้นสามัญ) โดยบริษัทสตาร์ตอัปสามารถแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญได้ เมื่อมีข้อบังคับของบริษัทให้กระทำได้ 4) มาตรา 1143 [การทยอยให้หุ้น (Vesting) ต้องมีการขายหุ้นหนึ่งหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นก่อนที่ผู้ถือหุ้นใหม่นั้นจะมีสิทธิเข้าร่วมซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้] โดยเมื่อบริษัทสตาร์ตอัปมีมติพิเศษเพิ่มทุน บริษัทมีทางเลือกในการถือหุ้นของตนเองหรือจัดสรรหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ถือหุ้นโดยไม่ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทนั้นมีข้อบังคับของบริษัทให้กระทำได้ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และทำได้เฉพาะกรณีเพื่อดำเนินการตามโครงการ ESOP หรือเพื่อดำเนินการตามข้อตกลงการลงทุนให้แก่นักลงทุน 5) มาตรา 1222 [การห้ามเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น หรือเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองเพื่อการจัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการหรือพนักงานของบริษัทหรือนักลงทุน (ESOP)] โดยบริษัทสตาร์ตอัปสามารถซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น เพื่อบริหารทางการเงินหรือซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมในเรื่องต่าง ๆ อันเกิดจากปัญหา Deadlock ในการลงมติได้ และสามารถถือหุ้นของตนเองไว้เพื่อจัดสรรในอนาคต ซึ่งรวมถึงการจัดสรรให้กรรมการหรือพนักงาน (ESOP) หรือจัดสรรตามข้อตกลงการลงทุนที่มีกับผู้ลงทุน 2. สิทธิและประโยชน์ในเรื่องที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นการเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น ๆ และการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านนโยบาย เช่น การเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าว ทรัพย์สินทางปัญญา ภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง เงินทุนหรือสิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายอื่น โดยการได้รับสิทธิและประโยชน์ดังกล่าว ยังคงให้เป็นอำนาจของหน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายนั้น ๆ ในการพิจารณาให้สิทธิและประโยชน์ ทั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ จะทำหน้าที่ในการประสาน กับหน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายนั้น ๆ ในการให้สิทธิและประโยชน์ให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ บริษัทสตาร์ตอัปที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเกษตรหรือด้านอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด อาจได้รับสิทธิและประโยชน์ดังกล่าวเกินเวลา 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี |
|
|
3. กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป |
• มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป |
|
|
4. หน่วยงานที่กำกับดูแล |
• กำหนดให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการ ช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัปในลักษณะเป็นหน่วยงานศูนย์กลางในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป (One-Stop service) อันจะทำให้การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัปสอดคล้องและเป็นระบบเดียวกัน |
อย่างไรก็ตาม หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีลักษณะเป็นมาตรการทางเลือก (Optional Legal Framework) โดยมิได้มีผลให้สตาร์ตอัปทุกรายต้องอยู่ภายใต้บังคับของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยอัตโนมัติ (สตาร์ตอัปมีสิทธิในการเลือกดำเนินการได้ว่าจะเลือกใช้กระบวนการตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ และแม้ว่าจะเป็นบริษัทสตาร์ตอัป ที่ได้ยื่นคำขอรับรองตนเองแล้ว แต่หากเห็นว่าสามารถดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะเลือกไม่รับสิทธิและประโยชน์ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้)
2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ผ่านทางเว็บไซต์ของระบบกลางทางกฎหมาย และได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 แล้วโดยมีผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 97.2 เห็นด้วยกับการมีกฎหมายเฉพาะเพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป และเห็นควรให้เร่งดำเนินการโดยด่วน และมีผู้แสดงความคิดเห็น ส่วนน้อย ร้อยละ 2.8 ไม่เห็นด้วยกับการมีกฎหมายเฉพาะ โดยเห็นว่ามีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งรวมถึงธุรกิจสตาร์ตอัปอยู่แล้ว ประกอบกับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินและการระดมทุนควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของกิจการทุกประเภท จึงควรไปแก้ไข ป.พ.พ. รวมทั้งได้จัดทำแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 23 ฉบับ และมติคณะรัฐมนตรีจำนวน 1 เรื่อง ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรากฎหมายลำดับรองให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไปแล้ว
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) 8 กันยายน 2569
g1














