การร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สปป. ลาว
การร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สปป. ลาว

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สปป. ลาว (โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ดำเนินการตามขอบเขตของโครงการ แหล่งที่มาของเงินทุน รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ จำนวน 1,783,671,500 บาท
2. อนุมัติให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเป็นรายปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 - 2574 รวมระยะเวลา 4 ปี ในอัตราร้อยละ 50 ในส่วนของเงินกู้ จำนวน 891,835,750 บาท
3. เห็นชอบแนวทางการกู้เงินของ สพพ. จากสถาบันการเงินภายในประเทศ จำนวน 891,835,750 บาท ตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กำหนด
4. กรณี สปป. ลาว ผิดนัดชำระหนี้ สพพ. จะพิจารณาใช้เงินสะสมของ สพพ. เพื่อชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินกู้จากสถาบันการเงินภายในประเทศไปก่อน ทั้งนี้ หาก สพพ. เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องจะขอรับจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อเสริมสภาพคล่อง และเมื่อ สพพ. สามารถเรียกเก็บหนี้ได้จะนำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังต่อไป
5. มอบหมายให้ผู้อำนวยการ สพพ. ลงนามในสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในโครงการดังกล่าวแก่ สปป. ลาว แล้ว
สาระสำคัญของเรื่อง
เรื่องนี้กระทรวงการคลัง (กค.) โดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สปป. ลาว (โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ) จำนวน 1,783,671,500 บาท โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่ระบุในร่างสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามมติคณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (คพพ.) ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวถือเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว ในลักษณะเดียวกับที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติไว้ เช่น โครงการปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 12 (R12) ช่วงเมืองท่าแขก - จุดผ่านแดนนาเพ้า โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) และโครงการพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) ช่วงครกข้าวดอ - บ้านโนนสะหวัน - สานะคาม - บ้านวัง - บ้านน้ำสัง เป็นต้น โดยที่ผ่านมา สพพ. ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ คิดเป็นวงเงินให้ความช่วยเหลือรวม 17,156.60 ล้านบาท ประกอบด้วย วงเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า จำนวน 2,395.48 ล้านบาท และวงเงินให้กู้ จำนวน 14,761.12 ล้านบาท โดย สปป. ลาว ได้เบิกจ่ายเงินกู้แล้ว จำนวน 13,162.89 ล้านบาท ชำระคืนเงินต้นแล้ว จำนวน 3,578.82 ล้านบาท และมียอดเงินต้นคงเหลือ จำนวน 9,584.07 ล้านบาท โดยหากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว ในครั้งนี้ จะส่งผลให้ สพพ. มีโครงการที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว รวมทั้งสิ้น 23 โครงการ คิดเป็นวงเงินให้ความช่วยเหลือรวม 18,940.27 ล้านบาท และ สพพ. แจ้งว่า ที่ผ่านมา สปป. ลาว มีการชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา โดยยังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้หรือเป็นประเด็นให้ต้องทวงถาม
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติตามที่ กค. เสนอได้ตามความเหมาะสม และมีความเห็นสอดคล้องกับกระทรวงการต่างประเทศว่า ร่างสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินฯ ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประโยชน์และผลกระทบ เช่น
1. การก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
2. ผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป. ลาว สามารถขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30 - 45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างกัน ทำได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยจากการข้ามแม่น้ำ
3. จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่านโดยใช้เส้นทางเมืองหงสา - เมืองจอมเพชร - บ้านเชียงแมน และใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการแทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขงระยะเวลาท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน โดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทยคนละ 4,500 บาท ซึ่งในระยะเวลา 5 ปีแรก คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 80,000 คน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท
4. เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป. ลาว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) 8 กันยายน 2569
g17














