สรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum)
สรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ สรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum : IM) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและกฎลำดับรองไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎลำดับรองของแต่ละหน่วยงานต่อไป และให้ สคก. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของ กษ. อก. สปน. และสำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งข้อสังเกตของ ทส. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมการกำหนดให้ในปี 2568 ประเทศไทยจะต้องจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum: IM) และยื่นให้กับ OECD เพื่อประเมินตนเองเบื้องต้นเกี่ยวกับความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติภายในประเทศว่า มีความสอดคล้องกับตราสารทางกฎหมายของ OECD และนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีของ OECD มากน้อยเพียงใด และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการนโยบายด้านกฎระเบียบ (เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ OECD) สคก. จึงเป็นหนึ่งในคณะทำงานหลักในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และได้จัดทำสรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำ IM (สรุปการประเมินตนเองฯ) ซึ่งได้นำ IM เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามและส่งมอบแก่เลขาธิการ OECD หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แล้ว อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินตนเองของประเทศไทยข้างต้นพบว่า มีกฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับแนวทางตามตราสารของ OECD จำนวน 26 ฉบับ ซึ่ง สคก. ได้จัดทำแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและกฎลำดับรอง (แนวทางฯ) เพื่อแก้ไขความไม่สอดคล้องดังกล่าวสรุปได้ ดังนี้
(1) ตราสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการควบคุมมลพิษ จำนวน 7 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ระบบขึ้นทะเบียนการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสิ่งก่อมลพิษ กลไกกำกับดูแลและมาตรฐานสำหรับการปล่อยสารปรอทจากปล่องระบายอากาศ หรือการบูรณาการข้อมูลสิ่งก่อมลพิษจากอากาศ น้ำ และดิน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยโรงงาน [เช่น กต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.)]
(2) ตราสารเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีและเทคโนโลยีชีวภาพ จำนวน 6 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น กลไกที่ครอบคลุมในการควบคุมสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม การนำแนวทางที่ยึดตามความเสี่ยงมาใช้กับการควบคุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี การเปิดเผยข้อมูลของสารเคมี และการควบคุมวัสดุนาโน (nanomaterials) ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เช่น กฎหมายว่าด้วยอาหารหรือกฎหมายว่าด้วยการกักพืช [เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อก.)
(3) ตราสารเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและการกระทำเกี่ยวกับภาษีจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดการกำหนดความรับผิดที่ชัดเจนสำหรับการกระทำความผิดของนิติบุคคล ขาดความชัดเจนในการกำหนดความรับผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงขาดการกำหนดให้ความผิดทางภาษีที่ร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐาน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน [เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)]
(4) ตราสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การแข่งขัน และการลงทุนของต่างชาติ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ไม่มีการนำหลักความเป็นกลางทางการแข่งขัน (competitive neutrality) มาใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาทางกฎหมาย ขาดการกำหนดยกเว้นไม่ใช้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ากับกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขาดกลไกเฉพาะที่นำมาใช้กับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว [เช่น กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)]
(5) ตราสารเกี่ยวกับการเกษตรและอาหาร จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดมาตรฐานเกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ขาดเป้าหมายที่วัดผลได้จริงในกฎหมายที่เกี่ยวกับการลดของเสียและขยะประเภทอาหาร ขาดกลไกการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ในภาคการเกษตร ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก [เช่น กษ. ทส. กระทรวงมหาดไทย (มท.) สธ. สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.)]
(6) ตราสารเกี่ยวกับข้อมูลทางสถิติและความเท่าเทียม จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดกลไกการจัดการกับข้อมูลสุขภาพ การพัฒนามาตรฐานของหน่วยงานด้านสถิติของประเทศ ขาดกลไกการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในภาคเอกชน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยสถิติ กฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศ [เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) สธ. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)]
2. ประโยชน์ที่ได้รับจากการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำ IM ซึ่งได้รวบรวมความไม่สอดคล้องด้านกฎหมายกับตราสารของ OECD แต่ละฉบับ รวมถึงคำแนะนำในการตรากฎหมายและปรับปรุงกฎหมายหรือกฎลำดับรองเพื่อปิดช่องว่างหรือความไม่สอดคล้องกับตราสารของ OECD จะมีส่วนช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการในตราสารของ OECD ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้ทันต่อวาระการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571
3. กต. พม. กษ. ดศ. ทส. มท. สธ. อก. สปน. สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ปปง. พิจารณาแล้วเห็นชอบ/เห็นด้วยในหลักการ/ไม่ขัดข้อง/ไม่มีข้อขัดข้องในหลักการ โดย กษ. ทส. อก. สปน. และสำนักงาน ป.ป.ช. มีความเห็นและข้อสังเกตเพิ่มเติมบางประการ เช่น ควรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางฯ ไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎลำดับรองของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักการในตราสารของ OECD โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 11 สิงหาคม 2569
g9














