มาตรการในการดำเนินการกรณีการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ

Category: มติ ครม.
Published on Thursday, 10 September 2026 07:39
Hits: 288

 

มาตรการในการดำเนินการกรณีการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ

 

Gov 8

 

           คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ ดังนี้

           1. เห็นชอบมาตรฐานการดำเนินการทางวินัย กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ (มาตรฐานการดำเนินการทางวินัยฯ) (ตามข้อ 3.2)

           2. เห็นชอบข้อเสนอแนะของ ก.พ. ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลประเภทต่าง ๆ จัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตนและส่งรายชื่อดังกล่าวให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อรวบรวมจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามกรณีดังกล่าวได้ (ตามข้อ 3.3)

           3. เห็นชอบแผนการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการของสำนักงาน ก.พ. (ตามข้อ 3.5)

           4. รับทราบการออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดให้ผู้ทุจริตในการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) (การสอบภาค ก.) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการกรณีเป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามมาตรา 36 ข. (11) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พระราชบัญญัติฯ) (หลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดผู้มีลักษณะต้องห้ามฯ) (ตามข้อ 3.1) และการแก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการสอบแข่งขัน การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ (หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสอบแข่งขันฯ) และรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบแข่งขันในประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. (ตามข้อ 3.4)

           สาระสำคัญของเรื่อง

           ก.พ. รายงานว่า

           1. สำนักงาน ก.พ. ได้ตรวจพบการทุจริตในการสอบภาค ก.1 ในการสวมตัวสอบและได้ขยายผลการตรวจสอบจนพบการทุจริตในการสอบภาค ก. ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 114 กรณี โดยมีพฤติการณ์ที่ตรวจพบ 2 กลุ่ม ดังนี้

           กลุ่มที่ 1 เป็นการทุจริตในช่วงที่ระบบการรับสมัครสอบยังไม่มีการอัปโหลดรูปถ่ายในขั้นตอนการสมัครสอบ ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการสวมตัวสอบเนื่องจากปรากฏรูปถ่ายของบุคคลหนึ่งบนบัตรประจำตัวสอบของผู้เข้าสอบหลายราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการสวมตัวสอบแทนผู้เข้าสอบหลายราย

           กลุ่มที่ 2 เป็นการทุจริตในช่วงที่ระบบการรับสมัครสอบให้มีการอัปโหลดรูปถ่ายในขั้นตอนการสมัครสอบ ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการสวมตัวสอบเนื่องจากพบรูปที่ปรากฏบนบัตรประจำตัวสอบที่เก็บมาจากสนามสอบไม่ตรงกับรูปของผู้สมัครสอบ ที่ถูกอัปโหลดเข้าสู่ฐานข้อมูลผู้สมัครสอบ2

           จากเหตุข้างต้นสำนักงาน ก.พ. จึงได้ดำเนินการ ดังนี้ (1) แจ้งความดำเนินคดีทางอาญา กับผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. ที่ตรวจพบต่อกองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) (2) ปรับปรุงกระบวนการสอบภาค ก. โดยการพิมพ์รูปผู้สมัครสอบลงบนกระดาษคำตอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการสวมตัวสอบ และ (3) รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อเสนอ ก.พ. พิจารณากำหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม กรณีเป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามมาตรา 36 ข. (11)3 แห่งพระราชบัญญัติฯ รวมทั้งพิจารณาเกี่ยวกับการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. และแจ้งผู้บังคับบัญชา พิจารณาดำเนินการให้ผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. ออกจากราชการโดยพลัน หรือดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ทุจริตในการสอบภาค ก.

           2. ที่ผ่านมามีผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการในหลายหน่วยงานแต่ยังไม่มีฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ทำให้ผู้ทุจริตในการสอบของหน่วยงานหนึ่งเวียนไปสอบในหน่วยงานอื่น ซึ่งเป็นช่องว่างที่ส่งผลให้ผู้ทุจริตในการสอบสามารถบรรจุเข้ารับราชการได้ ประกอบกับกฎหมายปัจจุบันยังไม่มีฐานความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการจึงต้องใช้ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ฐานปลอมเอกสารราชการ หรือความผิดฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีอัตราโทษต่ำ อีกทั้งยังไม่สามารถเอาผิดกับผู้ที่อยู่ในขบวนการได้อย่างแท้จริง ทำให้ผู้ที่อยู่ในขบวนการทุจริตดังกล่าวไม่มีความเกรงกลัวต่อการกระทำความผิด เพราะเห็นว่ามีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้ ยังไม่สามารถเรียกเงินจากผู้ทุจริตในการสอบที่บรรจุเข้ารับราชการแล้วคืนได้

           3. เพื่อให้การดำเนินการกรณีทุจริตในการสอบเข้ารับราชการอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น ก.พ. ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติเห็นชอบ 5 ประเด็น ตามที่สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ก.พ. เสนอ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

               3.1 หลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดผู้มีลักษณะต้องห้ามฯ4 (ข้อเสนอข้อ 4)

               หลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดผู้มีลักษณะต้องห้ามฯ ซึ่งมีผลให้บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ รวมถึงให้เพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. ของผู้ที่กระทำการทุจริตด้วย และการดำเนินการให้ข้าราชการผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. ออกจากระบบราชการ โดยหากการทุจริตเกิดขึ้นก่อนการบรรจุเข้ารับราชการให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 575 ดำเนินการให้บุคคลดังกล่าวออกจากราชการโดยพลันตามมาตรา 676 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน แต่หากการทุจริตเกิดขึ้นภายหลังการบรรจุเข้ารับราชการ7 ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงกับบุคคลดังกล่าว (ตามข้อ 3.2)

               3.2 มาตรฐานการดำเนินการทางวินัยฯ8 (ข้อเสนอข้อ 1)

               เพื่อให้การดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการที่ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการภายหลังบรรจุเข้ารับราชการเป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อ ก.พ. กำหนดให้เป็นผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการแล้ว ให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 (4)9 แห่งพระราชบัญญัติฯ และให้กำหนดโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว นอกจากนี้เมื่อมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ทุจริตในการสอบแล้ว ให้มีคำสั่งให้ผู้นั้น พักราชการเพื่อรอฟังผลการสอบสวน หรือสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อน แล้วแต่กรณี ตามมาตรา 10110 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน และข้อ 78 (1)11 และข้อ 8312 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556

               3.3 ข้อเสนอแนะการจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ (Blacklist) (ข้อเสนอข้อ 2)

               กำหนดให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลแต่ละประเภท13 จัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตน และส่งรายชื่อดังกล่าวให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อรวบรวมจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามกรณีดังกล่าวได้

               3.4 หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสอบแข่งขันฯ และรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบแข่งขันในประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. (ข้อเสนอข้อ 4)

               การแก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสอบแข่งขันฯ และรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบแข่งขันในประเด็นดังกล่าวให้มีความชัดเจน โดยกำหนดให้เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. ทุกกรณี (กรณีการตรวจสอบพบภายหลังว่าคุณสมบัติของผู้สมัครสอบไม่เป็นไปตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครสอบของสำนักงาน ก.พ. เช่น ไม่เป็นผู้ที่สำเร็จหรือกำลังจะสำเร็จการศึกษาภายในปีการศึกษา ที่รับสมัครสอบ)14 ยกเว้นกรณีทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้เสนอ ก.พ. เพื่อพิจารณา15

               3.5 แผนการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ (ข้อเสนอข้อ 3)

               มีแผนการดำเนินการ 3 ระยะ ดังนี้

               1) แผนระยะสั้น ภายใน 1 ปี คือ การออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดผู้มีลักษณะต้องห้ามฯ และมาตรฐานการดำเนินการทางวินัยฯ (เสนอในครั้งนี้)

               2) แผนระยะกลาง ภายใน 3 ปี คือ การปรับเปลี่ยนการสอบภาค ก. จาก Paper & Pencil ควบคู่กับ e-Exam ให้เป็นการสอบแบบ e-Exam เพียงรูปแบบเดียว16 เพื่อให้มีมาตรการในการป้องกันการทุจริตที่เข้มงวดมากขึ้น และจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามกรณีดังกล่าวได้

               3) แผนระยะยาว ภายใน 5 ปี คือ การออกกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดโทษทางอาญาที่รุนแรง และครอบคลุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งขบวนการ เพื่อเป็นการข่มขู่และยับยั้งการกระทำความผิด และแก้ไขมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติฯ ให้สามารถเรียกเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นใดจากข้าราชการที่ทุจริตในการสอบจนได้บรรจุเข้ารับราชการคืนได้เต็มจำนวน

           อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ก.พ. ได้กำหนดให้ผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ จำนวน 24 รายแล้ว สำหรับกรณีที่การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการเกิดขึ้นก่อนบรรจุเข้ารับราชการ สำนักงาน ก.พ. ต้องส่งเรื่องต่อให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติฯ สั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ส่วนกรณีที่การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการเกิดขึ้นภายหลังการบรรจุเข้ารับราชการ สำนักงาน ก.พ. ต้องส่งเรื่องต่อให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติฯ ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง กับผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ แล้วแต่กรณีต่อไป ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการทางวินัยของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติฯ เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบกับมติ ก.พ. เกี่ยวกับมาตรฐานการดำเนินการทางวินัย กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ

           4. ประโยชน์ที่ได้รับ

               4.1 เพื่อให้การดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการพลเรือนสามัญที่ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการทั้งในเรื่องการดำเนินการทางวินัย ฐานความผิด และมาตรฐานการลงโทษมีมาตรฐานเดียวกัน

               4.2 เพื่อให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลต่าง ๆ จัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตนและมีฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการที่ทุกหน่วยงานสามารถตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการเวียนสอบในหน่วยงานอื่น

               4.3 เพื่อให้มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการของสำนักงาน ก.พ. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ

_______________________

1 การสอบภาค ก. เป็นการทดสอบขั้นตอนแรกของสำนักงาน ก.พ. เพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป โดยผู้สมัครสอบจะต้องใช้วุฒิการศึกษายืนสมัครสอบตามคุณสมบัติของผู้เข้ารับราชการตามตำแหน่งนั้น ๆ [ครอบคลุมตั้งแต่ระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เช่น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ระดับปริญญาตรี และระดับปริญญาโท] ทั้งนี้ ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. เพื่อนำไปใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น (1) สมัครสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถ ที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข.) และการสอบเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค.) (2) สมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งหรือระดับที่สูงขึ้น ตามวุฒิการศึกษาที่ได้รับเพิ่มขึ้น

2 จากการประสานสำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า ในขั้นตอนการอัปโหลดรูปถ่ายเป็นการอัปโหลดรูปถ่ายของผู้สมัครจริง แต่ในขั้นตอนการพิมพ์บัตรประจำตัวสอบจะปรากฏรูปถ่ายของผู้สวมตัวมาสอบแทนบนบัตรประจำตัวสอบดังกล่าว เนื่องจากมีการตัดต่อ/ปลอมแปลงรูปถ่ายในเอกสาร

3 มาตรา 36 ข. (11) แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติให้ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนต้องไม่เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ

4 จากการประสานสำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า ปัจจุบันสำนักงาน ก.พ. ได้จัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดผู้มีลักษณะต้องห้ามฯ และแจ้งเวียนกระทรวง กรม และจังหวัดเพื่อทราบและถือปฏิบัติแล้ว [ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1001/ว14 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เรื่อง การดำเนินการกับผู้ทุจริตในการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.)]

5 มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติเกี่ยวกับผู้มีอำนาจในการสั่งบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในกรณีต่าง ๆ

6 มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ข้าราชการที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามก่อนการบรรจุออกจากราชการโดยพลัน โดยไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติงานที่ผ่านมา เงินเดือน หรือสิทธิประโยชน์ที่ได้รับไปแล้วก่อนมีคำสั่งให้ออก

7 เช่น กรณีข้าราชการกระทำการทุจริตในการสอบภาค ก. ในระดับวุฒิที่สูงขึ้น เพื่อใช้ผลสอบดังกล่าวเป็นคุณสมบัติในการสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งหรือระดับที่สูงขึ้น เช่น เปลี่ยนจากตำแหน่งประเภททั่วไปเป็นตำแหน่งประเภทวิชาการ

8 จากการประสานสำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า มาตรฐานที่เสนอในครั้งนี้เป็นการกำหนดมาตรฐานกลางในการดำเนินการทางวินัย กรณีเกิดการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดให้เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และต้องลงโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว ซึ่งหากมีการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการในกรณีใดก็ตาม เช่น การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการในภาค ข. และ ค. ผู้ที่เกี่ยวข้องก็อาจพิจารณานำมาตรฐานกลางดังกล่าวไปใช้เป็นแนวทางดำเนินการทางวินัยตามแต่ละกรณีต่อไป

9 มาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติให้การกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

10 มาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนหรือพิจารณาหรือผลแห่งคดีได้

11 ข้อ 78 (1) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 กำหนดให้เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้พักราชการเพื่อรอฟังผลการสอบสวนหรือพิจารณาหรือผลแห่งคดีได้หากผู้นั้นยังคงอยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ (ตามข้อ 4.3)

12 ข้อ 83 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 หากพิจารณาเห็นว่าการสอบสวนหรือการดำเนินคดีจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อนได้ หรือหากได้สั่งพักราชการไว้แล้วอาจสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแทนการสั่งพักราชการที่ได้สั่งไว้แล้วได้ (ตามข้อ 4.3)

13จากการประสานสำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า การขอความร่วมมือจากองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการประเภทต่าง ๆ ตามกฎหมายของตน (เช่น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ข้าราชการรัฐสภา ข้าราชการฝ่ายอัยการ) จัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการของตนส่งให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อให้มีฐานข้อมูลกลางที่ใช้ในการตรวจสอบผู้ที่เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการในหน่วยงานของรัฐในภาพรวมได้อย่างเป็นระบบ

14 ข้อมูลจากการประสานสำนักงาน ก.พ.

15 จากการประสานสำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า ก.พ. สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสอบแข่งขันฯ ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติฯ ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน ก.พ. ได้ดำเนินการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว และรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบแข่งขันในประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. แล้ว โดยกำหนดให้เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. ทุกกรณี ยกเว้นกรณีทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้เสนอ ก.พ. เพื่อพิจารณา ตามมติ ก.พ. แล้ว และจะแจ้งเวียนกระทรวง กรม และจังหวัดเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไป

16 จากการประสานสำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า ปัจจุบันการสอบภาค ก. ทั้งในรูปแบบ Paper & Pencil และ e-Exam จะมีการดึงรูปถ่ายของผู้สมัครสอบจากฐานข้อมูลการสมัครมาแสดงบนกระดาษคำตอบและบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ประจำตัวผู้เข้าสอบ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่คุมสอบสามารถตรวจสอบใบหน้าของผู้เข้าสอบได้ทันทีเพื่อป้องกันการสวมตัวสอบ โดยที่การสอบในรูปแบบ e-Exam จะช่วยให้การบริหารจัดการสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น จัดสอบได้หลายรอบสลับชุดข้อสอบและตัวเลือกได้หลากหลาย ลดความแออัดของสถานที่จัดสอบ ตรวจสอบได้รวดเร็ว ดังนั้น จึงควรปรับเปลี่ยนการสอบภาค ก. ให้เป็นการสอบแบบ e-Exam เพียงรูปแบบเดียว

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) 8 กันยายน 2569

 

 

g9

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100