Data Center ระบบสาธารณูปโภค ของโลกดิจิทัล
Data Center ระบบสาธารณูปโภค ของโลกดิจิทัล
มงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
พี่น้องนักลงทุนรายบุคคลทุกท่านครับ ในฐานะตัวแทนของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย วันนี้ผมอยากมาชวนคิดชวนคุยถึงเรื่องที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดในหน้าข่าวนั่นคือเรื่อง 'Data Center' ครับ
หลายคนฟังชื่อแล้วอาจจะรู้สึกว่าไกลตัว เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้ว มันคือโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก และกำลังเปิดโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่พวกเราไม่ควรมองข้ามเลยครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมอยากให้ลองจินตนาการว่าโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้คือ'หน้าจอแสดงผล'ส่วนเจ้าธุรกิจ Data Center มันก็คือ'สมองและคลังความจำ'ที่ตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง แต่เชื่อมต่อถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครับ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกผมขอเปรียบเสมือนว่า ถ้าในโลกออฟไลน์ เรามีห้างสรรพสินค้าให้แบรนด์ต่างๆ มาเช่าพื้นที่ตั้งหน้าร้าน ในโลกดิจิทัล Data Center
ก็คืออาคารขนาดใหญ่สุดไฮเทคที่เปิดให้บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกมาเช่าพื้นที่วางเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือ Server เพื่อการดูแลองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบ (เช่น CPU, Database, หรือระบบหลัก) เพื่อให้ทำงานได้อย่างเสถียร ไม่ล่ม และปลอดภัยของโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพที่เราโพสต์ ซีรีส์ที่เราดู หรือแม้แต่ระบบ AI ทั้งหมด อาคารเหล่านี้ไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายความมั่นคงปลอดภัยสามด้านหลักๆ คือ
1) พื้นที่ที่ปลอดภัยปลอดฝุ่น ไฟฟ้าที่ห้ามดับเด็ดขาดเพราะระบบจะล่มไม่ได้ และระบบความเย็นจัดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพราะคอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่องจะสร้างความร้อนมหาศาลครับการที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก หรือ Hyperscalers หันมาปักหมุดลงทุนในไทย ถือเป็นจังหวะเวลาที่ดีเหมาะสมและจากความร่วมมือที่น่าชื่นชมของทุกฝ่าย
2) ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดของเพื่อนบ้าน ที่ติดขัดเรื่องพื้นที่และพลังงาน หรือบางประเทศที่โตเร็วมากจนเริ่มตึงตัวด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของไทยคือนโยบายปลดล็อกพลังงานสะอาด ผ่านกลไกการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง
ซึ่งตอบโจทย์บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เน้นย้ำว่าศูนย์ข้อมูลต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ประกอบกับชัยภูมิของไทยที่มีระบบไฟฟ้าเสถียร มีสายเคเบิลใต้น้ำที่ดี ปลอดภัยจากภัยพิบัติรุนแรง และมีสิทธิประโยชน์ที่แข็งแกร่งจากภาครัฐ ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของภูมิภาคในตอนนี้
3)แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้สร้างผลประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างน่าสนใจ ในมิติเชิงบวกคือการดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติมหาศาล วางรากฐานสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเทคโนโลยีให้กับสตาร์ทอัพ และ SMEs ไทยในอนาคต เกิดกระบวนการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีที่จับต้องได้ ส่วนในมุมความท้าทายเรื่องการใช้พลังงานและน้ำปริมาณมาก
ภาครัฐก็ได้เตรียมกลไกแยกส่วนการใช้พลังงานเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคประชาชน ขณะที่ประเด็นการจ้างงานโดยตรงที่ไม่สูงนัก ก็จะถูกชดเชยด้วยการเติบโตของธุรกิจเกี่ยวเนื่องรอบข้างที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมหาศาล ซึ่งนับว่าเป็นผลดีร่วมกันทุกฝ่ายครับ
อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิ์และผู้ให้ความรู้แก่นักลงทุนรายบุคคล ผมจำเป็นต้องชวนทุกท่านมองอีกด้านของเหรียญด้วย เพราะความเสี่ยงในอุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเสี่ยง
ประการแรกคือ'ความเสี่ยงด้านการแย่งชิงทรัพยากร'เนื่องจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้กินไฟตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และต้องใช้น้ำปริมาณมากในการระบายความร้อน หากการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและน้ำดิบของประเทศทำได้ไม่ทันกับการขยายตัว ก็อาจเกิดแรงกดดันต่อต้นทุนค่าไฟของภาคประชาชน หรือเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในพื้นที่อุตสาหกรรมได้
ประการที่สองคือ'โครงสร้างผลกำไรที่ไหลกลับประเทศผู้ลงทุน'แม้เงินลงทุนจะดูสูงเป็นแสนล้าน แต่เม็ดเงินเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการนำเข้าอุปกรณ์ไอทีและเซิร์ฟเวอร์ราคาแพงจากต่างประเทศ และเมื่อเปิดดำเนินการ รายได้หลักจากค่าบริการคลาวด์และเอไอจะไหลกลับบริษัทแม่ในต่างประเทศ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์หลักๆ เพียงแค่ค่าเช่าที่ดิน ค่าไฟ ค่าน้ำ และภาษีบางส่วนเท่านั้น ประกอบกับลักษณะธุรกิจที่มีสัดส่วนการจ้างงานต่ำ คือใช้พนักงานคุมระบบเพียงไม่กี่สิบคน เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริงจึงอาจไม่ได้สูงอย่างที่หลายคนคาดหวัง
และประการสุดท้ายคือ'ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว (Technology Disruption)'หากในอนาคตมีเทคโนโลยีการประมวลผลรูปแบบใหม่ที่ใช้พลังงานน้อยลง หรือไม่ต้องพึ่งพาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ อาคารที่สร้างขึ้นมาเหล่านี้ก็อาจเผชิญภาวะล้นตลาดหรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้เช่นกันครับ
สำหรับ พี่น้องนักลงทุนรายบุคคล การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุนในธีมนี้จะไม่เกิดพร้อมกันครับ แต่จะมาเป็นระลอกคลื่นตามห่วงโซ่อุปทาน โดย ระลอกแรกในปัจจุบันถึงหนึ่งปีข้างหน้า จะเป็น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขั้นต้นรวมถึงงานระบบไอที ที่ได้ประโยชน์ทันทีจากการขายที่ดินผืนใหญ่ที่มีระบบความปลอดภัยสูง
รวมถึงงานออกแบบก่อสร้างห้องปฏิบัติการปลอดฝุ่น การติดตั้งระบบจ่ายไฟ และการจำหน่ายส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตอนนี้กำไรเริ่มสะท้อนให้เห็นในงบการเงินแล้ว
ต่อมาคือ ระลอกที่สองในอีกหนึ่งถึงสามปีข้างหน้า จะเป็น กลุ่มโรงไฟฟ้าและผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน ที่เมื่อตึกสร้างเสร็จและเริ่มติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ กลุ่มนี้จะได้สัญญาขายไฟฟ้าในระยะยาว 10–20 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาด โซลาร์ฟาร์ม หรือพลังงานลม ที่สามารถทำสัญญาขายตรงพ่วงใบรับรองพลังงานสะอาดให้กับผู้ให้บริการระดับโลกได้ทันที
ซึ่งถือเป็นเค้กชิ้นโตในอนาคตอันใกล้ และระลอกที่สามในระยะสามปีขึ้นไป จะเป็น กลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม เครือข่าย และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ที่จะได้ประโยชน์จากปริมาณการใช้ข้อมูล หรือ Data Traffic ที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงงานบริการวางระบบและนำเครื่องมือ AI เข้ามาช่วยแปลงโฉมธุรกิจให้กับองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย
ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากเน้นย้ำกับทุกท่านว่า Data Center ไม่ใช่ธุรกิจแฟชั่นที่มาแวบเดียวแล้วหายไป แต่เป็นสาธารณูปโภคยุคใหม่เหมือนถนน ประปา ไฟฟ้า ที่โลกดิจิทัลขาดไม่ได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องลงทุนด้วยความรู้ ไม่ใช่ความรู้สึกว่าจะตกขบวน และต้องชั่งน้ำหนักระหว่างโอกาสและต้นทุนความเสี่ยงให้ดี เลือกลงทุนตามจังหวะเวลาของกำไรจริง ดูเหมือนกลุ่มแรกอย่างนิคมฯ ราคาอาจตอบรับไปพอสมควรแล้ว
แต่กลุ่มที่สองอย่างโรงไฟฟ้า หรือกลุ่มเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ข้อมูล กำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานและเติบโต หากมีจังหวะที่ราคาย่อตัวลงมาจากปัจจัยชั่วคราวหรือความกังวลที่มากเกินไป นั่นคือโอกาสทองของนักลงทุนระยะยาวในการทยอยสะสมด้วยการกลุ่มธุรกิจที่มีพื้นฐานดี
ขอให้ทุกท่านลงทุนด้วยความรอบคอบ ปลอดภัย และเติบโตไปพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศไทยอย่างยั่งยืนนะครับ...














